Course Content
บทที่ 1
วัตถุประสงค์ของบทเรียนนี้ เมื่อจบบทเรียนนี้นักศึกษาควร... รู้ความแตกต่างระหว่างพระคัมภีร์เดิม พระคัมภีร์ฉบับอธิกธรรม และพระคัมภีร์ใหม่ จัดประเภทและรายชื่อของหนังสือในพระคัมภีร์ใหม่ เข้าใจคำศัพท์พื้นฐานที่ใช้ในการศึกษาพระคัมภีร์ใหม่ อธิบายเหตุผลของความน่าเชื่อถือในการคัดเลือกหนังสือในพระคัมภีร์ใหม่
0/2
lesson exmple
0/1
LB 102 สำรวจพระคัมภีร์ใหม่ (NT Introduction)
About Lesson
  • ทำไมต้องศึกษาพระคัมภีร์ใหม่

พระคัมภีร์: การลงทุนที่ใหญ่หลวง

  • คนจำนวนมากมายล้มตายเพื่อพระคัมภีร์   
  • พระคัมภีร์ได้รับการตีพิมพ์มากกว่าหนังสือเล่มใดในโลก
  • พระคัมภีร์ ประกอบด้วยพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่

พระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่

พระคัมภีร์เดิม

พระคัมภีร์เดิมในส่วนอธิกธรรม

พระคัมภีร์ใหม่

         ____________: หนังสือมัทธิว  มาระโก  ลูกา  และยอห์น

  • _____________: หนังสือกิจการ
  • ______________: (จดหมาย)
  1. จดหมายของเปาโล ประกอบด้วยหนังสือ 1 และ 2 โครินธ์  กาลาเทีย  เอเฟซัส  ฟิลิปปี  โคโลสี  1 และ 2 เธสะโลนิกา  1 และ 2 ทิโมธี  ทิตัส และฟิเลโมน
  2. จดหมายของยอห์น ประกอบด้วย หนังสือ 1, 2 และ 3 ยอห์น  
  3. จดหมายทั่วไป  ได้แก่ หนังสือฮีบรู  ยากอบ  1 และ 2 เปโตร  ยูดา  (1, 2 และ 3 ยอห์นก็มักถูกจัดอยู่ในจดหมายประเภทนี้ด้วย)
  • _______________________________________:  วิวรณ์ของยอห์น 

อภิปราย:  ทำไมจึงศึกษาพระคัมภีร์ใหม่

  1. เป็นการสื่อถึงการทรงเป็นอยู่ของพระเจ้าและความจริงของพระองค์
  2. เป็นความสำคัญสูงสุดส่วนบุคคล
  3. เป็นพื้นฐานของการเพิ่มพูนความรู้เชิงวัฒนธรรม
  • เยซูชาวนาซาเร็ธก็ยังเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมตะวันตกมาตลอดสองพันปี   ทุกเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์มีอะไรบ้างที่ไม่เกี่ยวโยงกับพระนามของพระองค์
  • คำสอนของพระคัมภีร์ใหม่มีอิทธิพลต่อเราในปัจจุบัน

คำจำกัดความของคำที่เกี่ยวโยงกับพระคัมภีร์

การเปิดเผย:  โดยการเปิดเผยเราหมายความถึงการเปิดเผยของพระเจ้าต่อมนุษย์ผ่านทางพระคำและการกระทำของพระองค์ การเปิดเผยนี้บันทึกอยู่ในพระคัมภีร์และอิงกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หลายเหตุการณ์   ประวัติศาสตร์เชิงพระคัมภีร์ถูกนำมาอธิบายได้ดีที่สุดในฐานะ ที่เป็นความเข้าใจในเชิงศาสนศาสตร์ของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นกับคนของพระเจ้าหรือเกิดรอบๆ ตัวเขา

การทรงดลใจ:  เมื่อใช้คำว่า “การทรงดลใจ” คำนี้หมายถึงการมีส่วนร่วมของพระเจ้าในกระบวนการสื่อสารถึงการเปิดเผยของพระองค์ (เปิดเผยพระองค์เอง) และปกติหมายถึงรูปแบบที่เป็นลายลักษณ์อักษร  การทรงดลใจหรือการรับลมปราณจากพระเจ้า หมายถึง พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานอยู่ภายในและทำงานผ่านทางความคิดและจิตใจของคนของพระองค์เพื่อให้เกิดผลงานเขียนที่เชื่อถือได้ว่าเป็นความจริงของพระเจ้า  การทรงดลใจแบ่งออกเป็นสามทฤษฎีหลักคือ

  • การเขียนตามคำบอก 
  • การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (การดลใจแบบมีพลังขับเคลื่อน) 
  • อิทธิพลของวัฒนธรรม  ศาสนพิธีและอคติ  

สิทธิอำนาจของพระคัมภีร์: ธรรมเนียมของโปรเตสแตนต์ถือว่าพระคัมภีร์เป็นเพียงแหล่งที่มาเดียวของความเชื่อและการปฏิบัติของคริสตจักร   มาร์ติน ลูเธอร์ เป็นผู้เริ่มนำหลักการว่าด้วยสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์มาปรับใช้ในการปฏิรูป  และธรรมเนียมเวสเลียนของเราก็ยึดหลักการนี้เช่นกัน  แต่เรายังยอมรับด้วยว่าธรรมเนียมปฏิบัติของคริสตจักรในประวัติศาสตร์  เหตุผลและประสบการณ์ของมนุษย์ก็มีความสำคัญต่อการตีความพระคัมภีร์   เรายอมรับว่า พระคัมภีร์มีสิทธิอำนาจเพราะพระเจ้าทรงเป็น “ผู้เขียน”  พระคัมภีร์คือบันทึกของการเปิดเผยพระองค์เอง

การตีความ: การตีความเป็นศิลปะของการตีความหมายพระคัมภีร์   การศึกษาวิธีการตีความนั้นครอบคลุมถึงกฎเกณฑ์และหลักการที่ใช้ในการตีความพระคัมภีร์   วัตถุประสงค์ของการตีความคือ  1) เพื่อค้นหาสภาพแวดล้อมทางประวัติศาสตร์และความหมายของข้อความสำหรับผู้รับดั้งเดิม และ 2) เพื่อแปลเนื้อหาของความหมายดั้งเดิมเพื่อผู้อ่านในปัจจุบัน

การวิเคราะห์(การอธิบายและตีความหมายในพระคัมภีร์): เป็นกระบวนการนำความหมาย “ออกมาจาก” ข้อความพระคัมภีร์โดยนักอ่านสมัยใหม่ วิธีการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตีความ

  • รูปแบบของการจัดทำพระคัมภีร์ใหม่

คำว่า “Bible” (ไบเบิ้ล) มาจากไหน  

คำว่า Canon มาจากคำภาษา กรีก “Kanon” ซึ่งมีความหมายดั้งเดิมว่าเป็น “หญ้าลำต้นตรงประเภทเดียวกับกก” ใช้สำหรับการวัดความยาว   ในที่สุดคำนี้ก็หมายถึง “มาตรฐาน” และในทางวรรณคดี คำนี้ใช้บรรยายรายชื่องานเขียนของผู้เขียนบางคน  สารบบ/มาตรฐานของพระคัมภีร์ใหม่คือ การที่คริสตจักรจัดการรวบรวมหนังสือที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับความเชื่อและการปฏิบัติ

การทรงดลใจมีหลักฐานได้อย่างไร

คุณสมบัติที่แท้จริงประการเดียวของการยอมรับในสารบบ/มาตรฐานก็คือ “การทรงดลใจ”  เท็นนีย์ (Tenney) แนะนำวิธีการทรงดลใจสามแบบที่สามารถเห็นได้คือ

  1. เนื้อหาที่แท้จริง   พระเยซูคือศูนย์กลางของเรื่อง
  2. ผลกระทบด้านศีลธรรม  ผู้ที่อ่านและปฏิบัติตามหลักการของหนังสือเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของผู้นั้น
  3. เป็นประจักษ์พยานด้านประวัติศาสตร์ของคริสตจักร   เป็นการแสดงถึงค่านิยมที่ชุมชนแห่งความเชื่อได้ให้ไว้ในหนังสือเหล่านี้ตลอดหลายศตวรรษ

สิทธิอำนาจของเนื้อหาพระคัมภีร์ใหม่

พยาน__________:  พระคัมภีร์ใหม่เองก็เป็นพยานยืนยันถึงสิทธิอำนาจของเนื้อหาในเล่ม

    • ข้ออ้างอิงต่างๆ ชี้ให้เห็นว่าพระคัมภีร์เดิมเป็นพระคำของพระเจ้า (2 ทิโมธี 3:15-17;  2 เปโตร 1:20-20;  ฮีบรู 8:8;  กิจการ 28:25)
    • ข้ออ้างอิงต่างๆ พูดไว้เกี่ยวกับการสอนของพระเยซูว่าเป็น “พระคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (1 โครินธ์ 9:9, 13-14; 1 เธสะโลนิกา 4:15; 1 โครินธ์ 7:10, 25)
    • ข้ออ้างอิงต่างๆ ที่กล่าวถึงความจริงที่ว่าด้วยการรับข้อมูลบางอย่างโดยตรงจากพระเจ้า ซึ่ง เป็นการเปิดเผยด้วยพระองค์เอง (กาลาเทีย 1:1, 12; 1 เธสะโลนิกา 2:13)
    • ข้ออ้างอิงต่างๆ ที่ยอมรับว่าจดหมายของเปาโลมีสิทธิอำนาจ  (2 เปโตร 3:15-16)
  • พยาน_________: คุณพ่อและผู้นำคริสตจักรยุคแรกยอมรับ สารบบ/มาตรฐานของหนังพระคัมภีร์ใหม่ 
  • ______________________: อย่างไม่เป็นทางการเราหมายถึง การที่คุณพ่อ (ผู้นำคริสตจักร) ในคริสตจักรยุคแรกใช้พระคัมภีร์ใหม่อยู่เรื่อยๆ   การกล่าวอ้างเหล่านี้จึงเป็นพยานถึงการมีอยู่และสิทธิอำนาจของหนังสือ ในขณะเวลาที่ผู้นำคริสตจักรยุคแรกได้เขียนบันทึก
  1. บันทึกแรกสุดที่อ้างถึงหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งของพระคัมภีร์ใหม่คือ 1 คลีเมนต์ เป็นการเขียนจากโรมถึงคริสตจักรในเมืองโครินธ์ ซึ่งอยู่ในช่วง ค.ศ. 95  ซึ่งมีเนื้อหาอ้างถึงหนังสือฮีบรู, 1 โครินธ์,โรม และพระกิตติคุณมัทธิว
  2. อิกเนทิอัสแห่งอันทิโอก ในซีเรีย (ค.ศ. 116) เป็นผู้ที่รู้จักจดหมายทั้งหมดของเปาโล และได้อ้างถึงมัทธิวและยอห์น
  3. โพลิคาร์พ แห่ง สเมอร์นา (ค.ศ. 150) เป็นผู้ที่รู้จักจดหมายของเปาโล  มัทธิว และอ้างอิงที่มาจาก 1 เปโตร และ 1 ยอห์น  รวมถึงการกล่าวพาดพิงถึงหนังสือกิจการ
  4. ดิดาเค (Didache-ค.ศ. 100-150) ใช้หนังสือมัทธิว ลูกา และอีกหลายเล่มในพระคัมภีร์ใหม่ในการสอน แบบถาม-ตอบ หรือหลักสูตรการสร้างสาวก
  5. ในยุคไอเรนัส (ค.ศ. 170) ไม่มีคำถามเรื่องสิทธิอำนาจของหนังสือในพระคัมภีร์ใหม่เลย  แต่การเติบโตของพวกนอสติคและพวกสอนผิดต่างๆ ได้บีบคั้นให้เกิดวรรณกรรมที่ปกป้องหลักคำสอนของคริสเตียนจำนวนมากซึ่งดำเนินเรื่อยมาจนถึงยุคออริเจน (ค.ศ. 250)  และวรรณกรรมเหล่านี้ก็ได้ให้เค้าโครงว่าหนังสือเล่มใดเป็นความเชื่อที่ถูกต้องดั้งเดิมและเล่มใดไม่ใช่

______________________: มีรายชื่อหนังสือที่เป็นทางการของพระคัมภีร์ใหม่ซึ่งเป็นที่ยอมรับของกลุ่มคริสเตียนหรือคณะกรรมการคริสตจักร  ยกตัวอย่างเช่น 

  1. สารบบของมาเชียน (ค.ศ. 140)  
  2. สารบบของมูราโทเรียน (ประกอบด้วยหนังสือแยกย่อยจาก ค.ศ. 170)  

_______: สภาแรกสุดที่จัดทำสารบบพระคัมภีร์ซึ่งเรารู้จักคือ สภาแห่งเลาดิเซีย (ค.ศ. 363)  ในปี ค.ศ. 419 สภาฮิปโป ก็ยืนยันจำนวนหนังสือเท่าเดิม

สรุป: ดังนั้น สารบบพระคัมภีร์ใหม่จึงไม่ใช่ผลงานของใครคนใดคนหนึ่ง หรือ เป็นมติของการประชุมสภา  แต่เป็นผลจากการใช้งานเขียนที่หลากหลายซึ่งพิสูจน์ให้เห็นคุณค่าและความเป็นเอกภาพของพลังอำนาจที่ขับเคลื่อนอยู่ภายใน  หนังสือบางเล่มได้รับการยอมรับช้ากว่าบางเล่มเพราะอาจจะมีขนาดเล็กกว่า  อยู่ในที่ห่างไกลหรือเป็นส่วนตัว หรือ ไม่เป็นที่เปิดเผยตัวผู้เขียน หรือ ดูเหมือนจะไม่เป็นประโยชน์ในการตอบสนองความต้องการเฉพาะหน้าของคริสตจักร    แต่เหตุผลเหล่านี้ก็ไม่ใช่ปัจจัยที่ ในการทำให้หนังสือเหล่านี้ลดความเป็นหนังสือที่มาจากการทรงดลใจของพระเจ้าลง หรือลดความน่าเชื่อถือว่าเป็นพระคำของพระเจ้า

0% Complete
Ask ChatGPT
Set ChatGPT API key
Find your Secret API key in your ChatGPT User settings and paste it here to connect ChatGPT with your Tutor LMS website.