Course Content
บทเรียนที่ 1:
พันธสัญญาเดิมประกอบด้วยหนังสือ 39 เล่มที่เขียนมากว่าพันปี - กว่าพันๆ ปี ที่มนุษย์มีชีวิต หายใจ ให้ก าเนิด และตาย กว่าพันปีแห่งสงคราม ความขัดแย้ง และกลุ่มคนต่างๆ เดินทางข้ามดินแดนอันกว้างใหญ่ พันธสัญญาเดิมประกอบด้วยบทกวี ประวัติศาสตร์ ค าเทศนา เรื่องสั้น ถูกเขียนขึ้ นโดยนักเขียนหลายคนในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างมากมาย แต่ก็มีความเป็ นหนึ่งเดียว ความเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกันที่น่าประทับใจ - ของพระเจ้าองค์เดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ
0/2
บทเรียนที่ 2
การทรงสร้างและสวนเอเดน
0/2
บทเรียนที่ 3
การล้มลง ~ เป็ นสองส่วน
0/2
บทเรียนที่ 4
การทรงสร้างใหม่
0/2
LB301 เบญจบรรณ (Pentateuch)
About Lesson

√ การล้มลง
ปัญหาบาป: มีสามสมมุติฐาน
1. พระเจา้ทรงฤทธิ์อำนาจทั้งหมด
2. พระเจ้าทรงดีทั้งหมด
3. บาปมีอยู่ & เป็นสิ่งที่จริง
พระเจ้าทรงมีอำนาจทั้งหมด แต่เลือกที่จะจำกัดอำนาจของพระองค์ ขณะที่ทรงสร้างสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โดยเฉพาะมนุษย์ที่สร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า พวกเขามีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตัวเอง (แม้ว่าจะไม่เต็มที่และครบถ้วนเท่ากับพระเจ้า) ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นในแบบของพวกเขาเอง หรือสิ่งมีชีวิตที่มีสิทธิในตนเอง การตัดสินใจด้วยตนเองอยู่ในรูปแบบของอิสรภาพที่จะเลือกความดีหรือความชั่ว แต่ไม่ใช่โลกที่ชั่วร้าย มีเพียงความเป็นไปได้ที่จะเลือกความชั่ว – ดังนั้นพระเจ้าไม่ได้สร้างความชั่วร้ายเมื่อพระองค์สร้างมนุษย์ และบาปไม่ได้มีความจำเป็น แต่เป็นเพียงสิ่งที่เป็นไปได้เท่านั้น

ในท้ายที่สุดพระเจ้าไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มหรือเป็นสาเหตุของความบาป แต่พระองค์สร้างมนุษยชาติให้มีเสรีภาพในการเลือก และในการทำเช่นนั้น มีความเสี่ยงที่มนุษย์เลือกที่จะกบฏ และมีความเป็นไปได้ของความชั่วร้ายทางศีลธรรม มนุษย์จึงต้องรับผิดชอบต่อความชั่วร้ายของตัวเองอย่างปฏิเสธไม่ได้

แม้ว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างความชั่วร้าย แต่พระคริสต์ก็มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับการที่มนุษยชาติจะได้รับการปลดปล่อย และพระองค์ก็ต้องทนทุกข์ทรมานในขณะที่พระองค์มอบพระองค์เองเพื่อเป็นการชดใช้บาปของโลกนี้ พระเจ้าทรงจัดเตรียมหนทางที่จะเอาชนะบาปทั้งหมดได้ (โดยทางพระเยซูคริสต์) สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความดีงามที่สุดยอดของพระเจ้า

คำถาม: ความชั่วแรกเริ่มเกิดขึ้นที่ไหน? เราไม่รู้ แต่เห็นได้ว่าเป็นงูที่ล่อลวงในสวน ซึ่งแสดงว่ามาจากภายนอกของมนุษยชาติและไม่ได้มาจากพระเจ้าแน่นอน งูนี้มีความเกี่ยวข้องในภายหลังกับซาตาน อาดัมและเอวาแสวงหาอิสรภาพ (การปกครองตนเอง) ที่ไม่มองการณ์ไกลถึงขอบเขตของชีวิตมนุษย์ที่พระเจ้าให้ พวกเขาถูกล่อลวงให้เชื่อว่ามีความปลอดภัยนอกเหนือจากความเป็นจริงของพระเจ้า พวกเขาถูกล่อลวงให้หันจากพันธสัญญา จากคำว่า “ท่าน” จากความสัมพันธ์ที่แท้จริงไปสู่ความเป็นอิสระ กลายเป็นคำว่า “ฉัน” ไปสู่ความปลอดภัยที่ไม่จริง, ความเป็นอยู่ที่ผิดพลาด, และเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง ผลที่ตามมาคือความวิตกกังวลและความแปลกแยก(Brueggemann 54)

อรรถาธิบาย

ตอนนี้เรามาดูข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญเหล่านี้โดยละเอียดยิ่งขึ้น:

ข้อ 3:1: การที่ให้งูเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านพระเจ้านั้นมีความเหมาะสมมากในความคิดของชาวฮีบรู แต่โปรดรู้ว่ามันไม่ได้เรียกว่าซาตานหรือปีศาจในที่นี้ งูนั้นฉลาดในการบิดเบือนสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ในคำถามของมัน มันไม่ได้บอกผู้หญิงคนนั้นว่าไม่ต้องเชื่อฟังพระเจ้า จึงไม่สามารถกล่าวหาโดยตรงว่ามันโกหก แต่มันสร้างความสงสัยในระดับลึก ซึ่งทำให้ถ้อยคำของพระองค์ถูกเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง

ข้อ 2-3: ผู้หญิงแก้ไขให้งู แต่ไม่ถูกต้อง ดูเหมือนว่าเธอได้ยินเพียงคำพูดจากอาดัม

แต่ไม่ใช่โดยตรงจากพระเจ้า และยังอ้างถึงพระเจ้าว่าเป็นเอโลฮิมเท่านั้นแต่ไม่ใช่

พระยาเวห์ ดูเหมือนว่าเธอจะออกห่างจากพระเจ้าไปสู่ทัศนคติของงู เอวาป้องกันตัวเอง โดยการแก้ไขและขยายคำสั่งของพระเจ้าอย่างไร และบทละครนี้เข้าสู่แผนการของงูได้อย่างไร?

ข้อ 4-5: งูกำลังพูดความจริงครึ่งหนึ่ง การถูกไล่ออกจากสวนเป็นการตายที่แท้จริงแต่ก็ยังไม่ใช่การตายฝ่ายกายในทันที (อาดัมมีอายุยืนยาวถึง 930 ปี) เขาร้องขอความอยากรู้อยากเห็น เพื่อความรู้ที่มากขึ้น และเพื่อความเป็นอิสระจากพระเจ้าและความเสมอภาคกับพระเจ้า

ข้อ 6-8: มนุษย์กำลังแย่งชิงอภิสิทธิ์ของพระเจ้า (สิทธิและสิทธิพิเศษ) รวมถึงการไม่เชื่อฟังถ้อยคำของพระเจ้าอย่างชัดเจน ซึ่งมีองค์ประกอบทางศีลธรรมที่ชัดเจนในความตั้งใจของพวกเขา (Brueggemann 48) ความรู้ดีและชั่วซึ่งตอนนี้พวกเขาได้รับการทดลองและมีประสบการณ์ เมื่อเทียบกันแล้ว “ดี” หมายถึงกำลังทำตามพระ-ประสงค์ของพระเจ้าและ “ความชั่วร้าย” คือสิ่งที่สวนทาง (ตรงกันข้าม) (Briscoe 59)

ข้อ 9: องค์พระผู้เป็นเจ้ารู้ว่ามนุษย์อยู่ที่ไหน ดังนั้นคำถามที่ “เจ้าอยู่ที่ไหน” เป็นสำนวน ที่แสดงถึงการสูญเสียความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์

ข้อ 10: “ข้าพระองค์…ก็กลัว” นี่เป็นคำตอบเดียวกันกับที่จะได้รับจากอับราฮัม (20:11) จากนั้นก็อิสอัค (26:9) และทุกคนที่ไม่ได้วางใจในความดีงามของพระเจ้าและไม่ได้ยอมจำนนต่อแผนการอันดีเลิศของพระองค์สำหรับชีวิตของพวกเขา ดูที่ “ข้าพระองค์” ในข้อ 10-13 เห็นว่าความหลงไหลในตนเองมาแทนที่การงานแห่งการดูแลในสิ่งที่ทรงสร้าง (Brueggemann 49) โปรดทราบถึงปัญหาหลักสามประการของมนุษยชาติ – ความรู้สึกผิด ความอับอาย และความกลัว ได้ถูกนำมาแทนที่ ในสิ่งที่เคยเป็นสถานที่แห่งความสุขและความสงบสุข (Briscoe 61)

ข้อ 12-13: ที่นี่เราเห็นการแตกแยกซึ่งเป็นผลกระทบของความบาป – ตั้งให้มนุษย์เป็นศัตรูกับคนรักของเขา และทำให้เขาแยกจากพระผู้สร้าง ผู้ที่ใส่ใจเขา เราพบคำตอบที่เป็นบาปจากมนุษย์ทั้งสอง บาปแห่งการกล่าวโทษ โทษไปที่สถานการณ์ ชะตากรรมและอื่นๆ เพื่อให้ตัวเองรอดพ้น

ข้อ 16: ทั้งชายและหญิงไม่ได้ถูกสาป มีเพียงงู (14) และพื้นดิน (17) เท่านั้นที่ถูกสาปเพราะมนุษย์ ประโยคที่ทับถมชายและหญิงเป็นความยุ่งเหยิงหรือความยากลำบากในบทบาทที่เขาทั้งสองได้รับการแต่งตั้ง ผู้หญิงถูกบอกว่าความปรารถนาในการเป็นอิสระของเธอจะขัดแย้งกับความปรารถนาของเธอที่มีต่อสามีและความต้องการของเขาในการยอมจำนนของเธอ นี่คือผลลัพธ์ของการล้มลงไม่ใช่ความตั้งใจที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้าสำหรับการแต่งงาน ผู้ที่ถูกสร้างให้เป็นเนื้อเดียวกันจะพบว่าพวกเขาเองกำลังฉีกออกจากกันและกัน

ข้อ 17-19: ประโยคที่พูดกับชายนั้นยาวที่สุดและเต็มไปด้วยความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อเขาทำตามคำแนะนำของภรรยา แทนที่จะเอาใจใส่คำแนะนำของพระเจ้าที่ให้แก่ตนเองโดยตรง ผู้หญิงถูกหลอกง่ายกว่าเพราะเธอไม่ได้รับคำแนะนำจากพระเจ้าโดยตรง การลงโทษของผู้หญิงทำให้เกิดความหยั่งรากลึกที่สุดของการเป็นภรรยาและมารดา ส่วนชายนั้นถูกโจมตีในเรื่องงานของเขา กิจกรรมของเขา และการยังชีพที่เป็นรากที่ลึกที่สุดของเขา แต่ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การที่พวกเขาถูกลงโทษ แต่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ พระคุณของพระเจ้ามีให้เห็นในการตัดสินอย่างรุนแรงต่อพวกเขา

ข้อ 21: ความเมตตาที่เต็มไปด้วยพระคุณสุดท้ายของพระเจ้า คือการทำเสื้อผ้าให้พวกเขา – มีความสำคัญอย่างยิ่งในสังคมนั้น สัตว์ตัวแรกถูกฆ่าเพื่อทำเช่นนั้น เสื้อผ้าทำหน้าที่ช่วยป้องกัน และยังเป็นสัญลักษณ์ที่แพร่หลายที่สุดของมนุษย์เกี่ยวกับตำแหน่งและบทบาทของบุคคลในสังคม

ข้อ 24: สัญลักษณ์ที่มีพลังอำนาจที่นี่สามารถตีความได้ในภายหลัง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกแบบพลับพลา สวนเอเดนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งพระเจ้าทรงสถิตอยู่ซึ่งเป็นพลังการให้ชีวิต เเละนี่เป็นสิ่งที่มนุษย์สูญเสียไปเมื่อเขากินผลไม้นั้น พระเจ้ามอบสิ่งทดแทนที่สมบูรณ์แบบน้อยกว่าให้กับคนที่พระองค์ทรงเลือกผ่านพลับพลา – การทรงสถิตของพระองค์ท่ามกลางคนของพระองค์ในทางที่ยังไม่สมบูรณ์ มีเพียงผ่านทางพระเยซูเท่านั้นที่เราสามารถเข้ามาในการทรงสถิตของพระเจ้าได้อีก ครั้งและสวนเอเดนจะยังไม่ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างสมบูรณ์ จนกว่าสวรรค์ใหม่และโลกใหม่จะมาหลังจากการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู

เราจะมองดู ปฐก. 3 อย่างไร รูปแบบหรือตัวอย่างสำหรับแต่ละคน (เราแต่ละคนคืออาดัมของจิตวิญญาณของเราเอง) หรือมองว่าเป็นยุคกึ่งก่อนประวัติศาสตร์สำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์ เว็นแฮม กล่าวว่า : นี่เป็นกระบวนทัศน์ในการวิเคราะห์ที่ชัดเจนและเรียบง่ายของธรรมชาติของบาปและผลที่ตามมา แม้ว่าจะอยู่ในภาษาที่หลากหลายและเป็นแนวสัญลักษณ์ การไม่เชื่อฟังกฎของพระเจ้านำมาซึ่งความเจ็บปวดฝ่ายกาย ความทุกข์ทรมานและความแปลกแยกจากพระองค์ นี่เป็นประสบการณ์ของทุกคนอย่างแน่นอน ในแง่นี้เรื่องราวเป็นกระบวนทัศน์ ในทุกสังคมและโดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมครอบครัวที่แน่นแฟ้นของอิสราเอลโบราณ พฤติกรรมของพ่อแม่มีผลกระทบอย่างมากต่อลูกของพวกเขาไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ดังนั้นจึงมีผลว่า การไม่เชื่อฟังของมนุษย์คู่แรกในปฐมกาลได้สืบเชื้อสายมาถึงเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งปวง ซึ่งมีผลร้ายแรงต่อมนุษยชาติทั้งหมด ในแง่นี้แล้ว เรื่องราวนี้นำเสนอเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับต้นกำเนิดของมนุษย์และบาปของเขา การไม่เชื่อฟังกฎและความต้องการของพระเจ้าในแต่ละคน คือบาปส่วนตัวของเขาเอง ในขณะที่ผลที่ร้ายแรงสำหรับมนุษยชาติทั้งหมดมาจากการกระทำของอาดัมและเอวา ที่ซึ่งเราเรียกว่าความบาปดั้งเดิม ธรรมชาติบาป หรือความชั่วช้า โปรดแน่ใจว่าผู้เรียนทุกคนเข้าใจแนวคิดทั้งสองนี้และวิธีการทั้งสองได้รับการถ่ายทอดในปฐมกาล 2 และ 3 ว่าพระเจ้าทรงจัดการกับบาปทั้งสองประเภทนี้อย่างไร ด้วยบาปส่วนตัวของเรา พระองค์ให้อภัยเราเมื่อเรากลับใจจากบาปอย่างแท้จริง ด้วยธรรมชาติบาปของเราพระเจ้าทรงชำระจิตใจของเราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์เมื่อเรามอบชีวิตทั้งหมดของเราให้กับพระองค์ เพื่อให้พระองค์มีอำนาจในชีวิตของเรา

พระฉายาของพระเจ้า

ให้เรามาดูแง่มุมของสามบทแรกนี้ที่มีความสำคัญต่อการเข้าใจว่า เราต้องจดจำอัตลักษณ์พื้นฐานของมนุษยชาติทั้งหมดว่า เราทั้งหมดถูกสร้างขึ้นมาตามพระฉายาของพระเจ้าอย่างไร คำนี้มีความหมายว่าอะไร?

1) เราต้องจดจำและยอมรับบทบาทในภาพลักษณ์ของเรา – ความสำคัญอันดับ แรกคือเราเป็นผู้ที่สะท้อนพระผู้สร้างไม่ใช่เป็นพระผู้สร้างเอง เราต้องพึ่งพาพระเจ้า ไม่ได้เป็นอิสระจากพระองค์ เห็นได้ชัดว่านี่คือจุดที่อาดัมและเอวาทำผิดพลาด

2) เราต้องดำเนินชีวิตตามภาพลักษณ์ของเราโดยการทำสิ่งที่พระเจ้าทรงทำ:

ก) เกิดผลและทวีคูณโดยมีส่วนร่วมในการให้กำเนิด ในรูปแบบของเรา และ

ข) การเป็นผู้พิทักษ์โลกและมีส่วนร่วมโดยช่วยสร้างและรักษาจักรวาลด้วยความสัมพันธ์ที่ถูกต้องและความมีระเบียบอย่างสงบเรียบร้อย เราจะพบภาพลักษณ์ที่แท้จริงของเราในขณะที่เรามีชีวิตที่สัมพันธ์กับพระเจ้าของเรา มนุษย์คนอื่นๆ และสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ไม่มีการแปลกแยกจากพระองค์

เนื่องจากมีการเน้นในพระคัมภีร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ มุมมองอีกภาพหนึ่งจึงขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ ดังนั้นภาพพจน์ดั้งเดิมจึงรวมถึง 1) เสรีภาพเพื่อพระเจ้า ที่จะมีความสัมพันธ์กับพระองค์ในขณะที่เราอยู่ในสวนเอเดน 2) เสรีภาพสำหรับคนอื่นๆ ในมุมมองทางสังคมของภาพลักษณ์ของเรา และเข้ากันได้ดีกับความเข้าใจเริ่องพระเจ้าในฐานะที่เป็นตรีเอกานุภาพ 3) เสรีภาพจากโลก ที่มนุษย์นั้นเป็นผู้พิทักษ์และดูแลสรรพสิ่งที่ถูกสร้าง แต่สรรพสิ่งไม่ได้ครอบงำมนุษย์ 4) เสรีภาพจากตัวเอง คือการที่เราให้ความสำคัญกับพระเจ้ามากกว่าตัวเราเอง บาปคือการสูญเสียความสัมพันธ์กับพระเจ้าและเสรีภาพเหล่านี้ ด้วยเสรีภาพในการเลือกที่จะกลับไปหาพระเจ้า จะได้รับการฟื้นฟูโดยทางพระคุณพิเศษเท่านั้น (Dunning 278-283)

ความล้มเหลวของภาพลักษณ์ของเรา – อะไรสูญเสียไปในสวน

1) ความบาปของมนุษย์กลายเป็นเกลียวที่ดิ่งลง – การกินผลไม้ต้องห้าม, การฆาตกรรมของคาอิน, คนโบราณเติมโลกด้วยความชั่วร้าย, หอคอยที่คนต้องการชื่อเสียงที่ดี มนุษย์แสดงถึงความมุ่งมั่นของพวกเขาที่จะปฏิเสธภาพลักษณ์ที่พวกเขาได้รับ ไม่เชื่อฟังพระเจ้าและทำลายความสัมพันธ์กับพระองค์และกลายเป็นพระเจ้า มากกว่าที่จะสะท้อนให้เห็นถึงพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว

2) คำพิพากษาล้มลง อาดัมและเอวาตาย – ไม่ใช่แค่จุดจบของชีวิตฝ่ายร่างกาย แต่เป็นการล่มสลายของทุกความสัมพันธ์ในทุกระดับและเป็นการตายฝ่ายวิญญาณในเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับพระเจ้า ความตายไม่ได้เป็นการลงโทษโดยพลการสำหรับบาป แต่เป็นตัวแทนที่แท้จริงของความบาปที่แท้จริง บาปทำให้เกิดความตายและโดดเดี่ยวจากผู้อื่น

ดังนั้นเราจึงเห็นผลทันทีและผลระยะยาวหลายประการ:

  • ทำลายความสัมพันธ์กับพระเจ้า 3:10

      • ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง 3:12

  • การแตกสลายของความสัมพันธ์ของมนุษยชาติกับลำดับของสิ่งที่ทรง

  สร้าง  3:17-19   

  • การแตกสลายของความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว (พี่น้อง – 4: 8)

  ต่อมาขยายเข้าสู่สังคมทั้งหมด

  • ในที่สุดโลกก็สลายเมื่อพระเจ้าส่งน้ำท่วมและกลับไปที่น่านน้ำ

   แห่งความสับสนวุ่นวายดั่งเดิม

พระเจ้าทรงมีพระกรุณา แม้ว่าบาปจะถูกตัดสินในแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงดึกดำบรรพ์ แต่ก็ยังได้รับพระคุณ:

  • พระเจ้าทรงทำเสื้อผ้าให้อาดัมและเอวา
  • คาอินได้รับเครื่องหมายป้องกันจากอันตราย
  • โนอาห์และครอบครัวของเขารอดพ้นจากน้ำท่วมโลก
  • ผู้คนกระจัดกระจายไปหลังจากเหตุการณ์หอคอยบาเบลเพื่อเติมเต็มโลก

  มากกว่าถูกทำลาย

คำถามประยุกต์ใช้: หลังจากการล้มลง

   √ คาอินและอาเบล

รุ่นต่อไป: สังเกตลักษณะของปฐมกาลจะเห็นว่าการสืบเชื้อสายของอาดัมเป็นในลักษณะที่เบี่ยงเบนไปจากวิธีปกติของสิ่งต่างๆ ในวัฒนธรรมนั้น – ตัวอย่างเช่นเมื่อคนหนึ่งมีลูกชาย 2-3 คนมักเป็นลูกชายคนเล็กที่ได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า เราเห็นจุดเริ่มต้นที่นี่ – เมื่ออาเบลถูกฆ่าตาย พระพรของพระเจ้าไม่ได้อยู่ที่คาอิน แต่ไปอยู่ที่เสท

การเปรียบเทียบใจความหลัก และโครงสร้าง

การคู่ขนานกับสวนเอเดน (บทที่ 4 ที่นำเสนอ ดูในบทที่ 3)

1) คำถามคล้ายกัน: อาเบลอยู่ที่ไหน? 4:9 // เจ้าอยู่ที่ไหน 3:9 เจ้าทำอะไรลงไป 4:10/3:17

2) การแช่งสาป – เจ้าถูกสาปจากดิน 4:11 // แผ่นดินจึงถูกสาปเพราะเจ้า 3:17

3) การทำเครื่องหมายของคาอิน 4:15 คู่ขนานกับเสื้อผ้าของอาดัมและเอวา 3:21 = บ่งบอกถึงความบาปรวมทั้งพระคุณของพระเจ้า

4) คาอินอยู่ในบาป: มันอยากตะครุบเจ้า แต่เจ้าต้องเอาชนะบาปนั้น 4:7 // เจ้าจะยังปรารถนาในสามีของเจ้า แต่เขาจะปกครองตัวเจ้า 3:16

5) การได้ยินและมีเสียงเรียกในทั้งสอง 4:10/3:10

6) พระองค์ทรงขับไล่ข้าพระองค์ออกจากแผ่นดิน 4:14 // พระองค์ทรงขับไล่มนุษย์ชายนั้นออกไปจากสวน 3: 24

7) เรื่องราวจบลงด้วยคนบาปที่ละทิ้งการทรงสถิตของพระเจ้าและไปอยู่ทางตะวันออกของสวนเอเดน 4:16 / 3: 24

แต่มีความแตกต่างเช่นกัน – ในเรื่องการล้มลงไม่ใช่แค่การฉายซ้ำเท่านั้น

1) ความแปลกแยกมีอยู่แล้วในเหตุการณ์ของคาอินและอาเบลเนื่องจากบาป/ความชั่วช้าดั้งเดิมของอาดัมและเอวา – เอวาถูกโน้มน้าวให้ทำบาปในขณะที่คาอินไม่ได้ถูกห้ามปรามโดยพระเจ้า การพิพากษาของอาดัมและเอวาไม่ได้ถูก

ท้าทายโดยพวกเขา แต่คาอินคัดค้านคำตัดสินของเขา

1)   ตอนนี้บาปได้เปลี่ยนจากการปฎิเสธต่อคำตรัสของพระเจ้าไปสู่การฆาตกรรมและในไม่ช้าก็จะแพร่กระจายไปสู่มนุษยชาติทั้งมวล (Arnold 56)   3) คาอินถูกสาปจริงๆ ขณะที่อาดัมกับเอวาไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างจริงจัง

ทำไมการของถวายของคาอินถึงถูกปฏิเสธ แต่พระเจ้ากลับยอมรับของของอาเบล?

คำตอบอาจจะไม่ชัดเจนในพระคัมภีร์ แต่มีความเป็นไปได้ดังนี้:

1) พระเจ้าอาจชอบคนเลี้ยงแกะมากกว่าคนทำสวน แต่สิ่งนี้ก็ไม่น่าเป็นไปได้

เพราะพระเจ้าบอกอาดัมใน 2:15 ว่าให้เป็นคนทำสวน

2) การถวายสัตว์นั้นดีกว่าการถวายพืชผัก แต่ก็ไม่ได้ถูกนับว่ามีความจำเป็น เพราะมีการถวายธัญญบูชาที่เราพบตลอดในเบญจบรรณ

         3) เราไม่อาจหยั่งรู้แรงจูงใจของพระเจ้าที่นี่ได้ 4) บางทีคำอธิบายที่ดีที่สุดอาจมาจากฮีบรู 11:4 “โดยความเชื่อ อาเบลจึงนำเครื่องบูชาที่ดีกว่าของคาอินมาถวายแด่พระเจ้า” นี่อาจบ่งบอกว่าพี่น้องอาจมีทัศนคติและแรงจูงใจต่างกัน บางทีคาอินอาจมีทัศนคติที่ไม่ดีต่ออาเบล การถวายของอาเบลจึงทำโดยความเชื่อแต่คาอินไม่ใช่ หัวใจของคาอินอาจจะเปลี่ยนไปกลายเป็นต่อต้านพระเจ้า การนมัสการอย่างถูกต้องอาจเห็นได้ในคุณภาพของของขวัญและเจตนาของหัวใจ นี่เป็นเสียสละครั้งแรกโดยมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้า หลักการพื้นฐานของการให้สิ่งที่ดีที่สุดและอาจจะสำคัญมากที่นี่ คาอินถวายพืชผักผลไม้ แต่ไม่ใช่ผลแรก ในขณะที่อาเบลถวายลูกหัวปีและไขมันในฝูงของเขา – เป็นส่วนที่ดีที่สุด

ความรับผิดชอบของคาอิน

ข้อ 4:7 คาอินไม่ได้ตกเป็นเหยื่อของบาปดั้งเดิมจนถึงขั้นที่เขาไม่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เขาทำ เขาสามารถเลือกและทำในสิ่งที่ดี เขามีเสรีภาพและสามารถที่จะใช้ชีวิตที่ซื่อสัตย์ หากเขาเลือกที่จะทำเช่นนั้น สิ่งนี้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนโดยพระเจ้า แต่บาปไม่ได้เป็นเพียงแค่การฝ่าฝืนกฎ แต่ยังเป็นพลังก้าวร้าวภายในที่พร้อมจะพุ่งเข้าใส่

คาอิน บาปนั้นถึงตายและพระเจ้าทรงเตือนคาอินแล้วว่าเขาต้องระวังตัว “ถ้าเจ้าทำดี” หมายความว่าคาอินสามารถหันไปหาน้องชายของเขา และรับการคืนดีทั้งกับน้องชายและกับพระเจ้า แต่คาอินปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น

ความสำคัญของเลือด

ข้อ 4:10 “โลหิตน้องของเจ้าร้องดังขึ้นมาจากดินถึงเรา”: ศาสนศาสตร์ทั้งหมดอยู่ที่นี่ – ชีวิตอยู่ในเลือด การหลั่งเลือดเป็นมลพิษมากที่สุดของสารทั้งหมด มันทำให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ปนเปื้อน ดังนั้นมันจึงไม่เหมาะกับการทรงสถิตของพระเจ้า ที่นี่มลภาวะในแผ่นดินไม่ให้ผลผลิตแก่คาอิน จึงจำเป็นต้องมีการหลั่งเลือดเพื่อการอภัยบาป (ต่อมาเห็นได้ในการถวายเครื่องบูชาในพลับพลา การเสียสละที่เป็นที่สุดคือพระคริสต์นั่นเอง)

ผลที่ตามมาจากบาปของคาอิน

. . . เพื่อตัวเขาเอง

ข้อ 4:12 ถูกขับไล่ออกจากครอบครัวและแผ่นดิน – ผลกรรมในสังคมชนเผ่าสำหรับคนที่เป็นฆาตกรของญาติ ความสัมพันธ์ของคาอินกับพระเจ้านั้นแตกสลายเช่นกัน สิ่งนี้นำไปสู่ความหวาดกลัวต่อคนอื่นๆ เนื่องจากเขาไม่ได้รับการปกป้องจากพระเจ้าหรือครอบครัวอีกต่อไป

คาอินเข้ามาตั้งถิ่นฐานในแผ่นดินโนด (ข้อ 16) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเอเดน โนดมีความหมายว่า “พเนจร” ประโยคนี้ถูกวางไว้บนเขา (การเล่นคำ) เพื่อเป็นสิ่งที่เตือนความจำในบาปของเขา แต่ชัดเจนถึงความเป็นจริงของพระคุณของพระเจ้าผ่านการปกป้องที่มากับเครื่องหมายที่มอบให้แก่เขา เพราะเครื่องหมายนี้ที่ทำให้คนอื่นจะไม่ฆ่าเขา ความหวาดกลัวมักจะสะกดรอยตามคนที่ยังไม่ได้คืนดีและมีความผิดอยู่

. . . สำหรับลูกหลานของเขา – บาปมีทุกที่ แต่ก็ยังมี ~

วิวัฒนาการของวัฒนธรรม ดนตรี และบทกวี

การประดิษฐ์เครื่องดนตรีในข้อ 21 มาพร้อมกับบทกวีในข้อ 23-24 – สุดยอด

ตัวอย่างของบทกวีภาษาฮีบรูยุคแรก:

การคู่ขนาน – การทำซ้ำของเนื้อหาหรือโครงสร้างหรือเป็นข้อที่มีลำดับต่อเนื่อง การคู่ขนานเป็นสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในลักษณะของบทกวีภาษาฮีบรู

อธิบายและแสดงให้เห็นถึงการคู่ขนานกันสามชนิดของชาวฮีบรู:

1) คำพ้องความหมาย บรรทัดที่สองมีความหมายคล้ายกับบรรทัดแรก – ข้อ 23 ในบทนี้และ 49:7

2) คำตรงกันข้าม บรรทัดที่สองคือตรงกันข้ามกับบรรทัดแรก – สภษ.10:1

 3) คำที่เกิดการสังเคราะห์ บรรทัดที่ประสบความสำเร็จจะให้ข้อมูลเฉพาะของ             บรรทัดแรก – อสย.1:16c -17

บทกวีภาษาฮีบรูยังใช้ chiasms และคำคู่ แต่ไม่ใช่แบบคำคล้องจอง ยกตัวอย่างบทกวีที่คล้องจองในภาษาอังกฤษ จากนั้นอภิปรายกันว่าการใช้คำคล้องจองในภาษาชนเผ่านั้นเป็นอย่างไร

ผู้เรียนสามารถฝึกการใช้คำพ้องความหมายและคำตรงกันข้ามที่คู่ขนานในแบบฝึกหัดการคู่ขนาน

มีเอโนคสองคนและลาเมคสองคนที่พบในลำดับวงศ์ตระกูลจากคาอินและเสท ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นคนละคนกัน

ลาเมค ใน 4:19-23

เป็นเกลียวที่ดิ่งลง บาปกำลังแผ่ขยายไปในทุกสิ่ง กิจกรรมมนุษย์ทั้งหมดได้รับผลกระทบจากบาป ลาเมคแทนที่กฎหมายของพระเจ้าด้วยตัวเขาเอง เขาทำการแก้แค้นด้วยตัวเองและใครก็ตามที่เขาต้องการ ลาเมคต้องการที่จะเป็นเหมือนกับพระเจ้าและกำลังเปิดเผยให้เห็นว่าตัวเขาเองเป็นศูนย์กลางที่เขากล่าวซ้ำๆ ว่า “ข้า” และ “ข้า” ทุกคนมีความเสี่ยงจากเขา

คำถามประยุกต์ใช้เกี่ยวกับคาอินและAbrahamel

  √ ความหวังของเสท 4:25-26

แสงแห่งความหวังสามอย่างปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมัวของบาป:

1) ชื่อ – เด็กอีกคนหนึ่งซึ่งมาแทนที่อาเบล และจะเป็นเชื้อสายที่ถูกเลือก

2) “มนุษย์เริ่มออกพระนามพระยาเวห์”

ก) จุดเริ่มต้นของการนมัสการในที่สาธารณะมีความเป็นไปได้ที่นี่

ข) การอ้างอิงนี้เชื่อมโยงกับเชื้อสายของเสทไม่ใช่ของคาอิน

3) เสทเชื่อมโยงกับโนอาห์ในภายหลัง – โนอาห์ได้รับการตั้งชื่อให้เป็นผู้ที่ชูใจและปลอบโยนคนของเขา (5: 29) พ่อของเขาหวังว่าเขาจะพลิกฟื้นชะตากรรมของการมีชีวิตที่อยู่กับผลของบาป ดูเหมือนว่าโนอาห์จะรักษาสัญญาในการเริ่มต้นใหม่ (Brueggemann 68, 70) ในทางกลับกันโนอาห์ถูกเชื่อมโยงกับปิตาจารย์ผ่านลูกชายที่ชื่อเชม

  √ ลำดับวงศ์ตระกูล – บทที่ 4 และ 5

ใน ANE ลำดับวงศ์ตระกูลทำหน้าที่สำคัญในการทำให้ราชวงศ์มีความถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นการลงทะเบียนเพื่อให้มีสิทธิเรียกร้องทางการเมือง เมื่อต้องมีเปลี่ยนแปลงของผู้นำ กษัตริย์องค์ใหม่จะมีการเขียนลำดับวงศ์ตระกูลใหม่ที่เชื่อมโยงจากชื่อของเขา โดยผ่านรุ่นก่อนหน้าของเขาไปยังเหล่าเทพเจ้าในภูมิภาค จึงได้รับสิทธิ์ในการใช้ชื่อและการปกครองของเขาเอง หน้าที่หลักของลำดับวงศ์ตระกูลในปฐมกาลมีความแตกต่างจาก ANE อย่างมีนัยสำคัญ

วัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง

ในปฐมกาลและพันธสัญญาเดิมลำดับวงศ์ตระกูลถูกนำมาใช้เพื่อติดตามเชื้อสายของ

ครอบครัวที่ได้รับการเลือกสรร (และความสัมพันธ์ที่สำคัญอื่นๆ กับครอบครัวนั้นๆ) ดังนั้นระบบศาสนศาสตร์ที่โดดเด่นส่วนใหญ่จะเผยให้เห็นเจตนาของพระเจ้าต่อมนุษยชาติ ดังนั้นจุดประสงค์จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับความชอบธรรมทางการเมืองใดๆ แต่เพื่อเป็นการยืนยันทางศาสนา

บทที่ 5 เชื่อมโยงผู้ก่อกำเนิดคนแรกของมนุษยชาติ ซึ่งก็คืออาดัมกับผู้ก่อกำเนิดใหม่คือโนอาห์ ในขณะที่ลำดับวงศ์ตระกูลอันแสนยาวนี้มีร่องรอยของมนุษยชาติตั้งแต่การทรงสร้างจนถึงน้ำท่วมโลก และลำดับวงศ์ตระกูลที่ขยายออกแบบคู่ขนานในบทที่ 11 ซึ่งเป็นร่องรอยของมนุษยชาติจากน้ำท่วมโลกถึงอับราฮัม (Brueggemann 67) ลำดับวงศ์ตระกูลเหล่านี้สามารถวัดระยะเวลาตามลำดับอย่างเป็นระเบียบ แต่อยู่ในแง่ของพ่อและลูกชายมากกว่าศตวรรษหรือวันที่แน่นอน

วัตถุประสงค์ทั่วไป

โดยทั่วไปการลำดับวงศ์ตระกูลจะให้ความต่อเนื่องในการเล่าเรื่อง การเชื่อมโยงเหตุการณ์สำคัญ และผู้คนเข้าด้วยกัน พวกเขายังให้มีการพักที่สะดวกสบายในการเล่าเรื่องเพื่อแยกเรื่องหนึ่งออกจากเรื่องถัดไปและเตรียมเราให้พร้อมสำหรับเรื่องต่อไป

Exercise Files
No Attachment Found
No Attachment Found
0% Complete