Course Content
บทเรียนที่ 1:
พันธสัญญาเดิมประกอบด้วยหนังสือ 39 เล่มที่เขียนมากว่าพันปี - กว่าพันๆ ปี ที่มนุษย์มีชีวิต หายใจ ให้ก าเนิด และตาย กว่าพันปีแห่งสงคราม ความขัดแย้ง และกลุ่มคนต่างๆ เดินทางข้ามดินแดนอันกว้างใหญ่ พันธสัญญาเดิมประกอบด้วยบทกวี ประวัติศาสตร์ ค าเทศนา เรื่องสั้น ถูกเขียนขึ้ นโดยนักเขียนหลายคนในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างมากมาย แต่ก็มีความเป็ นหนึ่งเดียว ความเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกันที่น่าประทับใจ - ของพระเจ้าองค์เดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ
0/2
บทเรียนที่ 2
การทรงสร้างและสวนเอเดน
0/2
บทเรียนที่ 3
การล้มลง ~ เป็ นสองส่วน
0/2
บทเรียนที่ 4
การทรงสร้างใหม่
0/2
LB301 เบญจบรรณ (Pentateuch)
About Lesson

>> Download textbook: DOCX, EPUB

พันธสัญญาเดิมประกอบด้วยหนังสือ 39 เล่มที่เขียนมากว่าพันปี – กว่าพันๆ ปี ที่มนุษย์มีชีวิต หายใจ
ให้ก าเนิด และตาย กว่าพันปีแห่งสงคราม ความขัดแย้ง และกลุ่มคนต่างๆ เดินทางข้ามดินแดนอันกว้างใหญ่ พันธสัญญาเดิมประกอบด้วยบทกวี ประวัติศาสตร์ ค าเทศนา เรื่องสั้น ถูกเขียนขึ้ นโดยนักเขียนหลายคนในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างมากมาย แต่ก็มีความเป็ นหนึ่งเดียว ความเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกันที่น่าประทับใจ – ของพระเจ้าองค์เดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ

มันถูกเรียกว่า Heilsgeschichte – ประวัติศาสตร์แห่งความรอด แก่นเรื่องหลักคือความปรารถนาของพระเจ้าที่จะมีความสัมพันธ์กับเรา และการที่พระองค์ทรงทำให้บรรลุถึงสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้

พระธรรมเหล่านี้ไม่ได้เขียนเป็นเล่มหนังสือ แต่อยู่บนแผ่นม้วนปาปิรัสหรือหนังสัตว์ (เรียกว่า แผ่นหนังสำหรับเขียนหนังสือ) หรือเป็นบางครั้งก็จะถูกตีอยู่บนโลหะ พระธรรมแต่ละเล่มในพันธสัญญาเดิมจะเขียนในหนึ่งม้วน – เล่มที่ยาวมากๆ อย่างพระธรรมเยเรมีย์อาจมีความยาวถึง 20-30 ฟุต ส่วนใหญ่เขียนด้วยภาษาฮีบรูโบราณ ซึ่งยังคงมีการปฏิบัติในประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน

คริสเตียนเราเชื่อว่าพันธสัญญาเดิมนั้นยังไม่เพียงพอ จะต้องมีพันธสัญญาใหม่ (NT) เพื่อเติมเต็มสิ่งที่พระเจ้าทรงทำให้สำเร็จและแผนการของพระองค์สำหรับมนุษยชาติทั้งมวล พันธสัญญาเดิมเป็นช่วงเวลาของการเตรียมตัว แผนการของพระเจ้าไม่อาจเป็นที่รู้จักหรือเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์หากไม่มีพันธสัญญาใหม่

แต่เราต้องตระหนักว่าพันธสัญญาใหม่อย่างเดียวก็ไม่เพียงพอเช่นเดียวกัน เพราะเราจะไม่สามารถเข้าใจพระเจ้าและอาณาจักรของพระองค์ได้หากไม่มีพันธสัญญาเดิมอธิบายให้เราเข้าใจ เราจะรู้ได้อย่างไรเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเป็นเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติที่สมบูรณ์อีกครั้ง ถ้าเราไม่เคยได้ยินว่าเราถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีความชั่วร้ายในโลกและในจิตวิญญาณของเรา ถ้าเราไม่มีเรื่องราวของอาดัมและเอวาที่จะอธิบาย เราจะเข้าใจได้อย่างไรว่าพระเจ้าเกลียดความชั่ว แต่รักเรามากแค่ไหนหากเราไม่รู้จักประวัติศาสตร์ของคนที่พระองค์ทรงเลือก หากเรามีเพียงภาพของพระเจ้าที่แสดงให้เห็นผ่านทางพระเยซู ที่มีความสุภาพ อ่อนโยน และดูเหมือนมนุษย์มาก เราจะสามารถเข้าใจความยิ่งใหญ่ ทรงพลัง และน่าเกรงขามของพระองค์ได้หรือ หากปราศจากพันธสัญญาเดิม เราจะไม่สามารถเข้าใจว่าพระเจ้าต้องยอมแพ้มากแค่ไหน เพื่อที่จะกลายเป็นมนุษย์ที่ต่ำต้อยและอ่อนแอ เราจะไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมพระเจ้าทรงทำสิ่งที่พระองค์ทรงทำในและผ่านทางพระเยซูคริสต์ 

ทำไมต้องศึกษาพันธสัญญาเดิม

1) เพื่อทำความเข้าใจพันธสัญญาใหม่, พระเยซู, พระเจ้า, การทรงสร้าง, มนุษย์

2) เพื่อทำความเข้าใจประวัติศาสตร์โลกทั่วไปและวิธีการที่ว่า ทำไมอารยธรรมทำหน้าที่ในแบบที่มันเป็น ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของเราเป็นส่วนขยายของประวัติศาสตร์โลกที่แสดงในพันธสัญญาเดิม

3) เพื่อทำความเข้าใจประวัติศาสตร์แห่งความรอดโดยเฉพาะ

สิ่งที่เราสามารถสังเกตได้จากประวัติศาสตร์แห่งความรอดคือการเคลื่อนไหว

ของการทรงเลือกของพระเจ้า

เขียนแผนภาพไว้บนกระดาน: อันดับแรกอาดัมและ

เอวา จากนั้นก็ลูกหลานของพวกเขา ต่อมาเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ ความล้มเหลว

ของมนุษยชาติ น้ำท่วมโลก โนอาห์และครอบครัวของเขาขยายออกไปอีกครั้ง ล้มเหลวอีกครั้ง ไปจนถึงชายคนหนึ่งที่ชื่ออับราฮัมและซาราห์ภรรยาของเขา

ตระกูลของเขา กำเนิด 12 เผ่า และการกำเนิดของทั้งประชาชาติ แต่เมื่อถึงเวลาที่กำหนดถูกไว้ ก็นำมาซึ่งผู้หญิงคนหนึ่งที่ให้กำเนิดทารกเพศชายคนหนึ่ง ครั้งนี้การขยายออกของมนุษยชาติทั้งหมดจะถูกรวมไว้ใน Heilsgeschichte- ประวัติศาสตร์แห่งความรอด ไม่จำกัด เพียงประชาชาติใดประชาชาติหนึ่งและครั้งนี้จะไม่มีความล้มเหลว การศึกษาของเราจะประกอบด้วยส่วนแรกนี้เท่าที่การก่อตัวของ 12 เผ่าในปฐมกาลและการก่อตัวของผู้คนของพระเจ้าผ่านเฉลยธรรมบัญญัติ

4) เพื่อแก้ไขความคิดในเชิงผิดพลาดที่เราอาจมี บ่อยครั้งที่เราต้องการจะคิดถึงความเมตตาของพระเจ้า แต่ไม่คิดถึงความโหดร้ายของพระองค์ ความเกลียดชังในทุกสิ่งที่ชั่วร้าย ความปรารถนาในความบริสุทธิ์ และความบริสุทธิ์ของพระองค์ ความอดทนอันยาวนานของพระองค์ที่มีต่อมนุษยชาติ พันธสัญญาเดิมจะช่วยให้เรามองเห็นมากขึ้น มันแสดงให้เราเห็นพระเจ้าเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ไม่อาจคาดเดาได้ ชาวยิวไม่เคยพยายามอธิบายถึงความตึงเครียดของงานเขียนอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาเลย

5) เพื่อเอาประวัติศาสตร์นี้มาเป็นของเราเอง นี่คือประวัติศาสตร์ของพวกเรา โดยทางพระเยซูคริสต์ทั้งหมดนี้กลายเป็นบรรพบุรุษของเรา เฉกเช่นเดียวกับการที่เราเกิดมาทางเชื้อชาติยิว (โรม 9:6-8 และ 11:17-18) คุณกับฉันมีลำดับพงศ์พันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก!

โครงสร้างพันธสัญญาเดิม ~ มันเข้ากันได้อย่างไร

พันธสัญญาเดิมเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวยิว (ที่เรียกว่าชาวอิสราเอลหรือชาวฮีบรูในสมัยก่อน) เป็นการดีที่สุดที่จะไม่ใช้คำว่า “พันธสัญญาเดิม” เมื่อพูดกับผู้เคร่งครัดในการนับถือศาสนายิว ชาวยิวไม่ยอมรับพันธสัญญาใหม่ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เห็นคุณค่าที่เราอ้างถึงพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาในฐานะพันธสัญญาเดิม

สารบบของพวกเขาจึงแตกต่างจากสารบบของพวกเรา (สารบบ-แคนนอนหมายถึง “การวัดต้นกก” หมายถึงงานเขียนที่ได้รับการยอมรับว่ามีสิทธิอำนาจจากกลุ่มศาสนาเฉพาะและได้รับการยอมรับว่าเป็นการเปิดเผยอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งได้รับการดลใจจากพระเจ้า) ชาวยิวมักอ้างถึงคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา (พันธสัญญาเดิม) ว่าเป็นพระคัมภีร์ภาษาฮีบรู ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ:

  • กฎหมายหรือเบญจบรรณ
  • ผู้เผยพระวจนะ
  • งานเขียน

กฎหมายถือเป็นสิ่งสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในสามประเภทนี้ บ่อยครั้งที่ชาวยิวจะอ้างถึงกฎหมายนี้ (คำภาษาฮีบรู: โทราห์) เมื่อพวกเขาอ้างถึงงานเขียนอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขารวมถึงทั้ง 3 ส่วนด้วย แต่บางครั้งพวกเขาก็อ้างถึงหนังสือ 5 เล่มแรกเท่านั้น นั่นคือเหตุผลที่รายวิชานี้ชื่อว่า เบญจบรรณ มากกว่า โทราห์ เนื่องจากเป็นที่ชัดเจนว่าเรากำลังศึกษาหนังสือ 5 เล่มแรกของพันธสัญญาเดิมเท่านั้น

คำว่าเบญจบรรณ- Pentateuch มาจากภาษากรีกคือ pentateuchos ซึ่งหมายถึงหนังสือ 5 เล่ม เบญจบรรณอยู่บนหลักของโครงสร้างสองเท่าซึ่งมาจากปฐมกาล:

  • ปฐก.1-11: ประวัติศาสตร์ยุคแรกของมนุษยชาติซึ่งเป็นจุดรวมสากล
  • ปฐก.12 – ฉธบ.34: ประวัติศาสตร์ที่เจาะจงและคำแนะนำสำหรับบรรดาผู้ที่ทรงเลือก

2 ส่วนเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกันในแบบคำถามคำตอบ ปัญหาและวิธีแก้ไข ส่วนเบาะแสจะอยู่ใน ปฐก.12:3:

“เราจะอวยพรคนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า”

คุณเห็นไหมว่าส่วนที่เหลือของพระคัมภีร์และประวัติศาสตร์มนุษยชาติทั้งหมดเปิดเผยให้เห็นว่าพระเจ้าทรงทำตามพระสัญญาในการให้พรนี้อย่างไร? พระเจ้าได้ตอบคำถามของมวลมนุษย์ที่อยู่ในความบาปและการไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยการทรงเลือกที่ได้ตั้งคนๆ หนึ่งขึ้น เพื่อจะเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาของพระบุตรของพระองค์

          √ เบญจบรรณ

ผู้เขียน

ถามผู้เรียน: ใครเป็นผู้เขียนเบญจบรรณ บางคนอาจตอบว่า “โมเสส”

นั่นคือสมมติฐานทั่วไป แต่ก็ไม่มีที่ใดในเบญจบรรณที่ระบุว่าโมเสสเป็นผู้เขียนทั้งหมด เรามีเบาะแสเท่านั้นใช่ไหม สิ่งที่เรารู้คือ:

  1. จริงๆ แล้วมันเป็นงานที่ไม่ได้ระบุชื่อ โมเสสไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นผู้เขียนดังเช่นคนอื่นๆ มันเป็นประเพณีและงานเขียนในภายหลังที่ทำให้เราเชื่อว่าเขาเป็นผู้แต่ง ในพันธสัญญาใหม่ เรียกเบญจบรรณว่ากฎหมายของโมเสส หรือเพียงโมเสส ใน ลก. 16:29 อ้างถึงพันธสัญญาเดิมทั้งหมดว่า “โมเสสและผู้เผยพระวจนะ”
  2. โมเสสมีความน่าเชื่อถือสำหรับงานเขียนบางเล่ม เบญจบรรณชี้ให้เห็นตามหลักวรรณกรรมของมัน ซึ่งโมเสสได้อธิบายไว้ตามลำดับ หรือเขียนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ (อพย.17:14; กดว.33:2) กฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ (อพย.24: 4; 34: 27f) และบทกวี (ฉธบ.31:22)
  3. เป็นไปได้มากที่โมเสสเขียนบางส่วน เราไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธบทบาทของโมเสสในการเขียนเบญจบรรณ แต่เขาอาจจะไม่ได้เขียนมันทั้งหมด ตามรูปแบบสุดท้ายซึ่งตอนนี้เราก็เห็นในตอนนี้ ใช่ไหม?
  4. เขาไม่ได้เขียนทั้งหมดอย่างแน่นอน มีการอ้างอิงเพิ่มเติมที่ไม่ได้มาจากโมเสส แต่ต้องมาจากใครบางคนหลังจากการตายของโมเสส รวมถึงความคลาดเคลื่อนเรื่องเวลาทางประวัติศาสตร์ เช่น การกำหนดบ้านเกิดของอับราฮัมในฐานะเมืองเออร์ “ของชาวเคลเดีย” (11: 28, 31) ในตอนที่คนเคลเดียยังไม่ปรากฏจนกว่าจะถึงวันสหัสวรรษที่ 1 ก่อนคริสตศักราช การตั้งชื่อเมืองดานใน 14:14 แม้ว่าเมืองนั้นจะเป็นที่รู้จักกันว่าลาอิชจนถึงสมัยของผู้วินิจฉัย การกล่าวถึงกษัตริย์แห่งอิสราเอลใน ปฐก. 36: 31หรือพวกฟิลิสเตียในปฐก. 21: 34 ที่อ้างถึงอียิปต์ในฐานะ “ดินแดนราเมเสส” ปฐก. 47: 11 ทั้งหมดนี้เป็นส่วนเสริมจากคนอื่นที่ออกแบบมาอย่างชัดเจน เพื่ออัพเดทผู้ฟังในภายหลัง และแน่นอนการกล่าวถึงการเสียชีวิตของโมเสสย่อมต้องมาจากการเขียนของผู้อื่น
  5. สถานการณ์ที่น่าจะเป็นไปได้อย่างหนึ่ง: ทุกวันนี้นักวิชาการอนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่ยอมรับว่าโมเสสเป็นผู้รวบรวมแหล่งข้อมูลโดยการเล่าเรื่องและ/หรือการเขียนที่ปรากฎอยู่ในปฐมกาล และยังเป็นผู้เขียนในส่วนต่างๆ ของสี่เล่มอีกด้วย
  6. แม้ว่าคนอื่นจะมีส่วนในการเขียนเบญจบรรณ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเรียกว่าเป็นการดลใจจากพระเจ้า และไม่ได้หมายความว่ามีสิทธิที่ด้อยกว่าพระคัมภีร์ที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าแต่อย่างใด แน่นอนว่าเราไม่ได้เชื่อเช่นนั้นเลย ความเชื่อของเราบอกว่าไม่ว่ากระบวนการพัฒนาใดๆ ก็ตามทุกอย่างจะถูกควบคุมโดยพระวิญญาณองค์เดียวกันของพระเจ้าที่กระตุ้นให้โมเสสลงมือทำและเป็นผู้เขียนตั้งแต่แรก

ก่อนโมเสส: กระบวนการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรเราไม่แน่ใจ แต่อาจจะเป็นเรื่องเล่าของผู้อาวุโสที่ถูกเก็บรักษาไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิธีการเล่าเรื่องต่อๆ กันมาในช่วงระยะเวลาของการเป็นทาสในอียิปต์ โปรดจำไว้ว่าวัฒนธรรมช่วงแรกเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดเรื่องราวด้วยคำพูดอย่างละเอียด – ในหัวของพวกเขาได้รับการฝึกฝนให้จดจำข้อมูลจำนวนมาก และพวกเขาเขียนบันทึกครั้งแรกอาจจะก่อนหรือในช่วงเวลาของโมเสส (แน่นอนว่าอาจจะเป็นตัวเขาเองด้วยที่เขียน) เพราะการศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่าภาษาฮีบรูเป็นภาษาเขียนที่ได้รับการพัฒนาในช่วงเวลานั้น โมเสสอาจทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการมากกว่าเป็นผู้เขียน

หลังจากโมเสส: การแก้ไขและการรวบรวมเนื้อหาโดยทางคำพูดและลายลักษณ์อักษรในหนังสือเป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยคนรุ่นต่อๆ มา บางทีอาจจะไม่ได้รับการพิจารณาให้เป็นสารบบสำหรับชาวยิวจนกระทั่งหลังจากที่กลับมาจากการเป็นเชลยที่บาบิโลน แต่ลักษณะของโมเสสที่มีน้ำหนักของทั้งห้าเล่ม ทำให้เราไม่สามารถปฏิเสธได้ แน่นอนว่าเขาเป็นตัวช่วยเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลแก่พวกเขาเหล่านั้น

เนื้อหาหลัก

คุณจะตั้งชื่อหนังสือทั้ง 5 เล่มตามหัวข้ออย่างไร

  • ปฐมกาล: จุดเริ่มต้นของชีวิตและคำสัญญาต่อบิดา
  • อพยพ: การทรงนำออกจากอียิปต์
  • เลวีนิติ: การเปิดเผยแห่งซีนาย
  • กันดารวิถี: การทรงนำในที่รกร้างว่างเปล่า
  • เฉลยธรรมบัญญัติ: การทรงนำเข้าสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา

วรรณกรรมของเบญจบรรณและปฐมกาล

“ประเภทของวรรณกรรม” เป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่ง เบญจบรรณประกอบด้วยวรรณกรรมหลายประเภทที่แตกต่างกัน

การเล่าเรื่องโดยส่วนใหญ่ใช้กล่าวเป็นบุคคลที่สามของประวัติศาสตร์อิสราเอลยุคแรก ซึ่งประกอบด้วยการอธิษฐาน สุนทรพจน์ บทสนทนา และวาทกรรมแบบตรงๆ ในประเภทต่างๆ การเล่าเรื่องเป็นส่วนที่เล่าเรื่องของพระคัมภีร์ ผู้คน และเหตุการณ์ต่างๆ เรื่องราวเหล่านี้ผสมผสานกับการรายงานทางประวัติศาสตร์และการตีความทาง

ศาสนศาสตร์ ดังนั้นการเล่าเรื่องในพระคัมภีร์จึงเป็นไปอย่างมีวัตถุประสงค์ คือเพื่อเปิดเผยการทรงไถ่ของพระเจ้าในประวัติศาสตร์ของมนุษย์

บทกวีโบราณแสดงเป็นตัวอย่างแรกๆ สุดของบทกวีภาษาฮีบรู ในปฐมกาลบทกวีรวมไปถึงการให้พรแก่สมาชิกในครอบครัวโดยผู้อาวุโส (เรเบคาห์ใน ปฐก. 24:60; ยา-โคบ 49) คำพูดเชิงพยากรณ์ (เรเบคาห์กล่าวถึงลูกทั้ง 2 ของเธอ 25:23) สัญญาแห่งพันธสัญญา และแม้แต่บทเพลงแห่งการเยาะเย้ย (ลาเมคใน 4:23) ขอให้รับทราบว่าบทกวีภาษาฮีบรูไม่ได้สัมผัสเสียง ซึ่งเราจะดูกันอีกในภายหลัง

การเปิดเผยเชิงพยากรณ์สามารถเกิดขึ้นได้ในร้อยแก้ว (ตัวอย่าง: ปฐก. 15:12-16)   หรือรูปแบบบทกวี (ตัวอย่าง: ปฐก. 49:8-12) ซึ่งเป็นพระวจนะของพระเจ้าที่มาหาผู้คนของพระองค์ผ่านผู้พูดแทนที่เป็นมนุษย์ ที่อาจประกอบด้วยคำเตือนในปัจจุบันหรือการคาดการณ์ในอนาคต ทั้งสองประเภทจะพบได้ในเบญจบรรณ

กฎหมายเป็นวรรณกรรมอีกประเภทที่พบได้ในเบญจบรรณเท่านั้น แต่เราจะไม่พูดถึงวรรณกรรมประเภทนี้จนกว่าจะเข้าสู่พระธรรมอพยพซึ่งกฎหมายปรากฎเป็นครั้งแรก

         √ ปฐมกาล

ปฐมกาลเป็นหนังสือแห่งจุดเริ่มต้น คำว่า ปฐมกาล-เจนิซิส มาจากการแปลภาษากรีกของพันธสัญญาเดิม “ปฐมกาล” หมายถึง “แหล่งกำเนิด ต้นตอ การกำเนิดของบางสิ่ง” ชื่อภาษาฮีบรูมาจากคำแรกของหนังสือ เช่นเดียวกับชื่อภาษาฮีบรูอื่นๆ ในพันธสัญญาเดิม คำภาษาฮีบรูนี้แปลว่า “ในจุดเริ่มต้น” ชื่อทั้งสองนั้นเหมาะสม เนื่องจากเป็นแหล่งกำเนิดและต้นตอของความเข้าใจของเราต่อพระเจ้า ตัวเราเอง และความเชื่อของเรา และเป็นจุดเริ่มต้นของประวัต์ศาสตร์แห่งความรอด (Heilsgeschichte) ประวัติศาสตร์แห่งความบริสุทธิ์

พระธรรมทั้งเล่มมีโครงสร้างประมาณ 11 ลำดับวงศ์ตระกูล (คำภาษาฮีบรู: โทเลโทธ) ซึ่งจะชี้ให้เห็นเมื่อเราเรียนผ่านข้อความต่างๆ ข้อความเหล่านั้นใช้เพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวแต่ละเรื่องให้เข้ากับเรื่องราวถัดไป และอธิบายถึงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง นี่คือสายเลือดของคนของพระเจ้า คำถามนี้สามารถพูดคุยในเวลานี้: สายเลือดในวัฒนธรรมแอฟริกันมีความสำคัญเพียงใด?

โครงสร้างพระธรรมปฐมกาล

พระธรรมปฐมกาลมีสองส่วนคือ: ช่วงก่อนประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ของปิตาจารย์

ช่วงก่อนประวัติศาสตร์: ปฐก. 1-11

เบื้องหลังทางประวัติศาสตร์

ไม่มีวิธีที่ถูกต้องที่จะชี้วันที่และระยะเวลาดึกดำบรรพ์ที่ปรากฎใน ปฐก. 1-11 เนื่องจากเป็นช่วงก่อนประวัติศาสตร์จริงๆ ก่อนที่ประวัติศาสตร์จะถูกบันทึกและลงวันที่ ดังนั้นจึงไม่สามารถระบุช่วงเวลาที่แม่นยำเที่ยงตรงได้

ศาสนศาสตร์

วัตถุประสงค์หลักของวิชานี้คือศาสนศาสตร์

1) พระเจ้าคือผู้สร้าง เราจะพูดถึงเรื่องนี้ในรายละเอียดมากขึ้นเมื่อเราทบทวนบทที่ 1 ว่าพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นผู้สร้าง ซึ่งสิ่งนี้จะลบตำนานของเทพเจ้าหลายองค์และการนมัสการธรรมชาติที่แพร่หลายในเวลานั้น

2) ปัญหาในเรื่องความบาป เนื่องจากปฐก.บทที่ 1 บอกว่าทุกสิ่งสร้างได้ดี บทที่ 2-3 ตอบคำถามว่าทำไมสิ่งต่างๆ ถึงอยู่ในสภาพที่ถูกทำลาย ทำไมถึงมีความชั่วร้าย จากเรื่องราวได้ยืนยันว่าสาเหตุมาจากมนุษยชาติ ไม่ใช่พระเจ้า ที่เราจะตำหนิสำหรับความเสียหายของโลกของพระองค์ พลังแห่งทำลายล้างของบาปเป็นเนื้อหาหลักของบทที่ 1-11

3) การพิพากษาของพระเจ้าเกี่ยวกับบาปของมนุษย์ ในแต่ละตอนพระเจ้าทรงพบกับบาปของมนุษย์ด้วยการพิพากษาในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เราตระหนักว่าบาปนี้เป็นปัญหาที่ร้ายแรงต่อพระเจ้าเพียงใด

4) พระคุณที่ยั่งยืนของพระเจ้า ในการพิพากษาแต่ละครั้งก็ยังมีพระคุณและความเมตตา ซึ่งเราจะเห็นเมื่อเราดำเนินเรื่องต่อไป ความสัมพันธ์ของประวัติศาสตร์ในยุคแรกและประวัติศาสตร์ของปิตาจารย์เป็นเรื่องของปัญหาและการแก้ไข และขึ้นอยู่กับความคิดริเริ่มที่ทรงพระกรุณาของพระเจ้าในนามของเรา

ช่วงปิตาจารย์: ปฐก.12-50

เบื้องหลังทางประวัติศาสตร์

มีความมั่นใจมากขึ้นเกี่ยวกับการระบุช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ปิตาจารย์มากกว่าช่วงก่อนประวัติศาสตร์ สองส่วนนี้แยกออกจากกัน และทำให้ช่วงปิตาจารย์อยู่ 400 ปีก่อนหน้าการอพยพ เนื่องจากมีบทเพลงหนึ่งกล่าวถึงบทเพลงแห่งชัยชนะที่กล่าวถึง่อิสราเอลเป็นพิเศษครั้งแรกตามพระคัมภีร์ ซึ่งได้กล่าวไว้ในปาเลสไตน์เมื่อประมาณปี 1220 ก่อนคริสต์ศักราช ดังนั้นระยะเวลาสิ้นสุดของปิตาจารย์จึงไม่สามารถมาหลังจากปี 1700 ก่อนคริสต์ศักราชได้ แต่อาจก่อนเวลานั้น มีกลุ่มคนที่มีวิถีการดำเนินชีวิตแบบร่อนเร่และเรื่องราวส่วนใหญ่เกิดขึ้นในปาเลสไตน์ มีข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เพียงเล็กน้อยที่นำเสนอในปฐมกาล เนื่องจากการเล่าเรื่องส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับประวัติครอบครัวมากกว่าประวัติศาสตร์ของประชาชาติ แต่สอดคล้องกับความเข้าใจดังนี้-

  • ประเภทของชื่อต่างๆ ที่เกิดจากบรรดาปิตาจารย์นั้นได้รับการขยายความในหมู่คน

อาโมไรต์ในยุคนั้น พวกเขาเป็นพวกเซมิติกตะวันตกยุคต้น ซึ่งเป็นภาษาของกลุ่มคนเซมิติกตะวันตกในสหัสวรรษที่สอง

2) การเดินทางของอับราฮัมจากฮารานในเมโสโปเตเมียไปยังคานาอัน

(12:4-6) สอดคล้องกับสภาพที่เป็นที่รู้จักกันในยุค 2000-1800 มั่นคง สงบสุข และเจริญรุ่งเรือง โดยมีถนนเปิดระหว่างคานาอันและเมโสโปเตเมีย เมืองที่ตั้งชื่อในเรื่องเล่ามีอยู่จริง – เชเคม เบธเอล เฮโบรน โดธาน ซาเลม ผู้สอนสามารถเอาแผนที่ของพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ให้กับผู้เรียนในเวลานี้เพื่อใส่ชื่อสถานที่ต่างๆ

3) วิถีชีวิตเร่ร่อนลงตัวกับสหัสวรรษที่สองในช่วงต้น มันเป็นสังคมคู่ขนานที่ชาวบ้านและผู้นำต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และบูรณาการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนชนเผ่าเดียวกัน

4) ขนบธรรมเนียมทางสังคมและกฎหมายต่างๆ สามารถเปรียบเทียบกับ         วัฒนธรรมอื่นๆ ในพื้นที่ แต่การศึกษาแบบนี้ไม่แม่นยำตามลำดับเหตุการณ์ใน         เรื่องของเวลา

5) ศาสนาของปิตาจารย์สะท้อนในยุคต้นๆ พระเจ้าได้ทรงมอบพันธสัญญาฝ่ายเดียวและสัญญาแห่งการคุ้มครองจากสวรรค์ ที่ไม่จำกัดในสถานที่และเขตศักดิ์สิทธิ์เหมือนอย่างเทพเจ้าที่อยู่ท่ามกลางชาวคานาอัน ไม่มีปุโรหิต ผู้เผยพระวจนะ ลัทธิหรือศูนย์กลางสำหรับการนมัสการ เท่าที่เห็นในศาสนาของอิสราเอลในเวลาต่อมา

ดังนั้นบรรดาปิตาจารย์จึงเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่บุคคลในตำนานหรือบุคคลที่ถูกสร้างโดยนักเขียนชาวฮีบรูในเวลาต่อมา

ศาสนศาสตร์

1) การทรงเลือกและพระสัญญาของพระเจ้า พระสัญญาเข้ามาท่ามกลางความขัดแย้งกับชีวิตจริง – คือการที่อับราฮัมจะเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ แต่ซาราห์นั้นเป็นหมัน ดินแดนนั้นเป็นของลูกหลานของเขา แต่ชาวคานาอันครอบครองอยู่ (ทั้งหมดที่อับราฮัมครอบครองคือถ้ำมัคเป-ลาห์ ที่ซึ่งอับราฮัม อิสอัค และยาโคบถูกฝังไว้ร่วมกับภรรยาของพวกเขา)

2) การเปลี่ยนจากครอบครัวปิตาจารย์ไปสู่ประเทศที่เป็นเอกราชเริ่มต้นด้วยเรื่องราวของโยเซฟ เป็นบทเรียนที่ยาวนานของแผนการของพระเจ้าที่นำแผนการของมนุษย์ไปสู่ความว่างเปล่า และเปลี่ยนความชั่วร้ายให้กลายเป็น

จุดจบที่ดีของเขา

3) ความซื่อสัตย์และความชอบธรรมแม้ว่าอับราฮัมจะต้องทำละทิ้งรากเหง้าทั้งหมดของเขา เพื่อไปสู่จุดหมายที่ไม่แน่นอนและยังมีเวลายาวนานก่อนที่

พระสัญญาของลูกหลานจะกลายเป็นจริงในลูกชายคนหนึ่ง แต่ท้ายที่สุด

อับราฮัมก็ถูกมองว่าเป็นผู้ที่เชื่อและซื่อสัตย์ (15:6 -“อับรามก็เชื่อพระยาห์เวห์ ความเชื่อนั้นพระองค์ทรงถือว่าเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน”)

4) พระสัญญาเป็นเนื้อหาหลักของพระคัมภีร์ทั้งหมด มันเป็นทางการและเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพัน ซึ่งก่อให้เกิดพันธะที่ไม่ได้มีอยู่ในความสัมพันธ์ปกติของสายเลือด หรือข้อกำหนดทางสังคม สำหรับอับราฮัม (และโนอาห์) นั่นก็คือการที่พระเจ้าทำฝ่ายเดียว – พระเจ้าเท่านั้นที่ทำตามคำปฏิญาณและไม่ต้องการสิ่งใดจากอับราฮัม ยกเว้นความเชื่อและพิธีเข้าสุหนัตที่เป็นสัญลักษณ์ของพันธ-สัญญา มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่วางพระองค์เองให้อยู่ภายใต้ข้อผูกมัด โดยการเรียกพระองค์เองว่าเป็นพระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ในพันธสัญญาของโมเสสในพระธรรมอพยพ อิสราเอลใช้คำปฏิญาณโดยใช้ประชาชาติภายใต้ข้อกำหนดที่เข้มงวดของพันธสัญญา (พันธสัญญาทวิภาคีระหว่างผู้คนและองค์พระผู้เป็นเจ้า)

5) จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์แห่งการทรงไถ่ เราเห็นถึงความต้องการของเรื่องนี้ในบทที่ 1-11 เราเห็นคำตอบของพระเจ้าเริ่มก่อตัวขึ้นในส่วนที่เหลือของพระธรรมปฐมกาลว่าพระเจ้าจะอวยพรคนทั้งโลก โดยผ่านคนๆ หนึ่ง ความรอดที่ได้สัญญาไว้กับอับราฮัมในท้ายที่สุดจะโอบกอดมนุษยชาติทั้งมวลและเป็นกุญแจสำคัญที่จะเข้าใจพระคัมภีร์ทั้งหมด

เนื้อหาหลักของปฐมกาล

1) จักรวาล พระเจ้าผู้ครอบครอง – พระเจ้าแห่งมนุษยชาติทั้งหมด/ทุกประเทศ แสวงหาความสัมพันธ์กับทุกคน

2) พลังที่เลวทรามของบาป
3) พันธสัญญา – พระเจ้าเป็นผู้ทำ “เราจะเป็นพระเจ้าของเจ้าและเจ้าจะเป็นประชากรของเรา” กับอาดัม โนอาห์ อับราฮัม

4) พระสัญญาของพระเจ้าต่อปิตาจารย์

แนวคิดที่ครอบคลุมคือความเป็นกษัตริย์ของพระเจ้าที่เป็นสากลและเป็นผู้ทำข้อตกลง ความเป็นกษัตริย์ที่เป็นสากลของพระองค์นี้แสดงออกให้เห็นเป็นความรักและการครอบครองสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง พระองค์เป็นแหล่งกำเนิดของสิทธิอำนาจทั้งหมด และพระองค์ได้กำหนดชัยชนะสูงสุดของพระองค์เหนือทุกสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาประชาชาติ ในพันธสัญญาเดิมเรายังพบการปกครองของกษัตริย์สำหรับเฉพาะกับบางคนที่พระองค์ทรงอยากสร้างความสัมพันธ์แห่งพันธสัญญา – เมล็ดแห่งความเชื่อของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ความสัมพันธ์แห่งพันธสัญญาในวันนี้ครอบคลุมถึงผู้เชื่อทุกคนเมื่อพวกเขายอมรับการเชื่อฟังในส่วนของตนและแนวทางหรือข้อกำหนดในส่วนของพระเจ้า

เนื้อหารอง

1) ความสัมพันธ์ของพระเจ้ากับมนุษยชาติกับการยืนยัน 4 ข้อ:

  1. a) การดูแลรักษาท่ามกลางความโกลาหล
  2. b) การพิพากษาคือการตอบสนองต่อความบาป
  3. c) พระคุณท่ามกลางการพิพากษา
  4. d) ผลพวงของความบาป

2) ความรับผิดชอบของเราต่อการกระทำของเรากับแผนการของพระเจ้าสำหรับเรา

3) พระพร (ในการทรงสร้าง กับอับราฮัม ความปรารถนาพระพรในเรื่องราวของ

ยาโคบ)

ประเภทวรรณกรรม

เมื่อเราดูที่ประเภทวรรณกรรม จะมีหลักๆ อยู่สองประเภท ภายใต้หมวดหมู่ทั่วไปของ “การเล่าเรื่อง” ในปฐก.1-11 เราเห็นมหากาพย์แห่งจักรวาล-การเล่าเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างของจักรวาลและมนุษยชาติ ปฐก.12-36 เราเห็นมหากาพย์ของบรรพบุรุษ – การเล่าเรื่องเกี่ยวกับชาตินิยม ซึ่งทั้งสองมีการพาดพิงถึงประวัติศาสตร์

ภาพรวมที่ลึกซึ้งของพระธรรมปฐมกาล และความไม่ลงรอยกันทั้งหมดนี้นำเสนอโดย ฟิลลิป แยนซี (Philip Yancey) นักเขียนคริสเตียนที่โด่งดังในอเมริกา:

“11 บทแรกของปฐมกาลอธิบายเรื่องราวแห่งความล้มเหลวของมนุษย์ที่ทำให้โครงการแห่งการทรงสร้างทั้งหมดต้องเกิดคำถาม เพื่อเป็นการเยียวยาความล้มเหลวเหล่านั้น พระเจ้าทรงประกาศแผนการในปฐมกาล 12: เพื่อจัดการกับปัญหาทั่วไปของมนุษยชาติโดยตั้งครอบครัวหนึ่ง ต่อมากลายเป็นชนเผ่าหนึ่งซึ่งรู้จักกันในชื่อว่าฮีบรู ผ่านทางพวกเขา มีการกำเนิดจากในครรภ์ ซึ่งพระเจ้าจะทรงนำการฟื้นฟูทั่วทั้งโลกให้กลับคืนสู่สภาพที่ทรงออกแบบไว้แต่ดั้งเดิม

แผนการดังกล่าวประกาศว่าพระเจ้าทรงดำเนินการในลักษณะที่ลึกลับที่สุด ในการค้นหาเผ่าของพระองค์ พระเจ้าทรงเลือกคนป่าเถื่อนจากดินแดนแถบนี้ ซึ่งปัจจุบันมีชื่อว่าอิรัค และทำให้เขาผ่านการทดสอบหลายอย่าง ซึ่งหลายครั้งที่เขาล้มเหลว ยกตัวอย่างเช่น ในอียิปต์อับราฮัมแสดงให้เห็นศีลธรรมที่ต่ำกว่าของผู้บูชาดวงอาทิตย์

หลังจากพระสัญญาที่ว่าจะนำให้มีผู้คนจำนวนมากเป็นดังดวงดาวบนท้องฟ้าและเม็ดทรายในทะเล พระเจ้าได้ดำเนินการในภาวะที่มีบุตรยาก อับราฮัมและซาราห์รอคอยจนถึงช่วงอายุ 90 เพื่อจะเห็นลูกคนแรก เรเบคาห์ลูกสะใภ้ของพวกเขาเป็นหมันช่วงระยะหนึ่ง; ยาโคบลูกชายของเธอต้องรอ 14 ปีสำหรับภรรยาในฝันของเขา ซึ่งก็ค้นพบว่าเธอก็เป็นหมันเช่นกัน สตรีที่มีบุตรยากทั้ง 3 รุ่นดูเหมือนจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการสร้างประเทศที่ยิ่งใหญ่”

(Philip Yancey, “The Bible Jesus Read” Christianity Today, Jan. 11, 1999)

         เรื่องราวไม่ได้จบเพียงแค่นั้น พระเจ้าทรงนำครอบครัวที่ไม่น่าพึ่งได้นี้ไปยังอียิปต์ ซึ่งพวกเขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น 4 ศตวรรษจนกว่าพวกเขาจะถูกนำออกจากที่นั่นโดยฆาตกรคนหนึ่ง ท่ามกลางการเดินทางที่ชั่วร้ายผ่านทะเลทรายเป็นเวลาอีก 40 ปี ซึ่งจริงๆ แล้วอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น ไม่มีคำถามว่าพระเจ้าทรงทำงานบนตารางเวลาที่แตกต่างมากกว่าที่ใช้โดยมนุษย์ผู้ไม่มีความอดทน

Exercise Files
No Attachment Found
No Attachment Found
0% Complete