Course Content
บทเรียนที่ 1:
พันธสัญญาเดิมประกอบด้วยหนังสือ 39 เล่มที่เขียนมากว่าพันปี - กว่าพันๆ ปี ที่มนุษย์มีชีวิต หายใจ ให้ก าเนิด และตาย กว่าพันปีแห่งสงคราม ความขัดแย้ง และกลุ่มคนต่างๆ เดินทางข้ามดินแดนอันกว้างใหญ่ พันธสัญญาเดิมประกอบด้วยบทกวี ประวัติศาสตร์ ค าเทศนา เรื่องสั้น ถูกเขียนขึ้ นโดยนักเขียนหลายคนในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างมากมาย แต่ก็มีความเป็ นหนึ่งเดียว ความเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกันที่น่าประทับใจ - ของพระเจ้าองค์เดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ
0/2
บทเรียนที่ 2
การทรงสร้างและสวนเอเดน
0/2
บทเรียนที่ 3
การล้มลง ~ เป็ นสองส่วน
0/2
บทเรียนที่ 4
การทรงสร้างใหม่
0/2
LB301 เบญจบรรณ (Pentateuch)
About Lesson

วิถีชีวิตของบรรดาปิตาจารย์

กึ่งเร่ร่อน – พวกเขาย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเมื่อสถานการณ์ทำให้เป็นเช่นนั้น แต่บางครั้งก็อยู่เป็นเวลานานในที่เดียวโดยทำข้อตกลงกับชาวเมืองในท้องถิ่นนั้นๆ อาชีพหลักของพวกเขาคือการรักษาฝูงและดูแลฝูงสัตว์ แต่บางครั้งพวกเขาก็หว่านและปลูกพืช เนื่องจากสิ่งนี้ค่อนข้างแตกต่างจากคนทั่วไปในช่วงราชาธิปไตย แสดงให้เห็นว่าปฐมกาลถูกวางไว้ในช่วงประวัติศาสตร์ที่เหมาะสมในช่วงยุคต้นๆ แต่เป็นการยากที่จะระบุวันเวลาผ่านขนบธรรมเนียมทางสังคม เนื่องจากขนบธรรมเนียมทางสังคมเปลี่ยนแปลงช้าจึงไม่สามารถใช้เพื่อระบุช่วงวันเวลาได้

อีกครั้งเมื่อเราทำการศึกษาเปรียบเทียบในขนมธรรมเนียมของพันธสัญญาเดิม เราจะเห็นว่าบางอย่างของขนมธรรมเนียมและการปฏิบัติที่ได้รับจากบรรดาปิตาจารย์ซึ่งถูกห้ามโดยกฎหมายในภายหลัง เช่น อับราฮัมแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องของเขา (ถูกสั่งห้ามใน ลนต.18:9, 11; 20:17) ยาโคบแต่งงานกับพี่น้องสองคน (ถูกสั่งห้ามใน ลนต.18:18) ยูดาห์และสิเมโอนแต่งงานกับชาวคานาอัน โยเซฟแต่งงานกับชาวอียิปต์ ในขณะที่การแต่งงานกับชาวต่างชาติถูกประณามอย่างดุเดือดในภายหลัง (อพย. 34:16; ฉธบ.7:3) อิสอัคและยาโคบต่างก็เปลี่ยนลำดับความอาวุโสของลูกหลานเพื่อทำตามใจตัวเอง (ต่อมาถูกห้ามในฉธบ.21:15-17) แต่พวกเขาก็ยังเป็นปิตาจารย์และถือว่าเป็นคนชอบธรรม

แม้ว่าการเข้าสุหนัตจะระบุไว้ในการเล่าเรื่องของอับราฮัมแต่ก็มีอีกสองธรรมเนียมปฏิบัติซึ่งมีความสำคัญต่อชาวยิวในภายหลัง – การปฏิบัติตามวันสะบาโตและข้อจำกัดอาหาร – ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้กล่าวถึงในปฐมกาล ความบริสุทธิ์สำคัญอย่างยิ่ง ในการที่จะเข้าใจพระเจ้าและคำสอนของพระองค์เพื่อมนุษยชาติ แต่ไม่อยู่ในหนังสือเล่มนี้และจะนำเสนอในอพย.3:5 เป็นครั้งแรก สิ่งนี้บ่งชี้ว่าประเพณีในพระธรรมปฐมกาลนั้นเก่าแก่ ใช้มายาวนานก่อนที่จะมีการใช้กฎหมายโมเสส

ศาสนาของบรรดาปิตาจารย์
เรามีเพียงภาพร่างของชีวิตทางศาสนาในช่วงเวลาของเหล่าปิตาจารย์ แต่มีข้อเท็จจริงบางอย่างที่เราสามารถทราบเกี่ยวกับความเชื่อของพวกเขา

  1. อับราฮัมและเทราห์บิดาของเขาเป็นผู้นับถือพระเจ้าหลายองค์ในเวลาที่พระเจ้าทรงเรียก (ยชว.24:2, 14; ปฐก.31:19-35, 53; 35:2) อับราฮัมได้ละทิ้งวิถีศาสนาเก่าของเขา เพื่อที่จะติดตามพระเจ้า
  2. พระเจ้าองค์เดียวกันนี้ปรากฏต่อปิตาจารย์แต่ละคน เลือกพวกเขา และสัญญาว่าจะอยู่กับพวกเขา และแต่ละคนก็เลือกพระเจ้าองค์นี้เป็นผู้อุปถัมภ์ของครอบครัว
  3. พระเจ้าทรงผนึกความสัมพันธ์กับผู้ที่ได้รับการทรงเลือกผ่านพันธสัญญาฝ่ายเดียว (15:7-21)
  4. พระองค์เปิดเผยตัวเองว่าเป็นพระเจ้าที่ใกล้ชิด ที่มีความปรารถนาที่จะสื่อสารกับมนุษย์ ซึ่งตรงข้ามกับเทพเจ้าของคนคานาอันที่มีความสัมพันธ์กับสถานที่ต่างๆ เป็นหลัก
  5. การนมัสการประกอบด้วยการอธิษฐานและการหมอบกราบซึ่งเป็นมารยาทของทางตะวันออกใกล้ (17:3; 24:52) พวกเขาสร้างแท่นบูชาและถวายเครื่องบูชา แต่ไม่ได้นมัสการในสถานที่เฉพาะเจาะจงเพียงแห่งเดียว

ความแตกต่างจากวัฒนธรรมโดยรอบ

เรื่องเล่าของปิตาจารย์เผยให้เห็นพระเจ้าองค์เดียวที่ทำพันธสัญญากับมนุษย์และทรงอยู่ในทุกแห่งที่คนของพระองค์ไป วัฒนธรรมโดยรอบเชื่อและเคารพบูชาเทพเจ้าหลายองค์ที่ไม่ได้ทำพันธสัญญากับมนุษย์และมักเกี่ยวข้องกับสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง

ชื่อของพระเจ้า ผู้เขียนเขียนขึ้นหลังศตวรรษของเหล่าปิตาจารย์ ดังนั้นเขาจึงอธิบายการปฏิบัติทางศาสนาของพวกเขาในแง่ที่ทำให้ผู้อ่านของเขาเข้าใจได้ ตัวอย่างเช่น แม้ว่ายาเวห์จะเป็นชื่อของพระเจ้าที่ไม่ได้ใช้เรียกเป็นชื่อพระองค์เองจนกระทั่งอพย.3:13-15 และ 6:3 คำว่ายาเวห์ถูกใช้ตลอดพระธรรมปฐมกาล โดยผู้บรรยายและในบางครั้งโดยมนุษย์ ไม่ใช่โดยพระเจ้าเอง เหล่าปิตาจารย์ได้ยินว่าพระเจ้าทรงแต่งตั้งพระองค์เองว่าเป็นเอล หรือ เอลชัดดาย (ดู 17:1) ชื่ออื่นๆ ในการเล่าเรื่องของอับราฮัมคำว่าพระเจ้าล้วนเริ่มต้นด้วย “เอล” – เอลิยอน (14:18), เอลโรอี (16:13), เอลโอลาม (21:33) ดังนั้นเราเชื่อว่าผู้เขียนปฐมกาลถือได้ว่าเหล่าปิตาจารย์รู้ว่า

พระเจ้าเป็นเอลชัดดายและเอลอื่นๆ ไม่ใช่พระยาเวห์ แต่ผู้เขียนยังถือว่าเป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน เอลชัดดายส่วนใหญ่มักถูกแปลว่า “พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์” และอาจเป็นชื่อที่เก่าแก่ที่สุดในพระธรรมปฐมกาล ชื่อนี้เกิดขึ้นเสมอในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระสัญญาของบรรดาลูกหลาน และสิ่งนี้ยังเหมาะสำหรับเอลแห่งคานาอัน ต้นกำเนิดเทพเจ้าเป็นเทพเจ้าองค์เดียวที่สามารถมีลูกได้ เป็นชื่อที่มีความสัมพันธ์กับการมีอำนาจทุกอย่างของพระเจ้า ความสามารถของพระองค์ที่จะทำตามสัญญาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้เป็นคนที่เป็นหมันมีลูกได้

ความคู่ขนานท่ามกลางบรรดาเรื่องเล่าของปิตาจารย์

นอกจากการลำดับวงศ์ตระกูลที่เชื่อมโยงกันโดยสายเลือดและการถ่ายทอดประวัติครอบครัวหลายชั่วอายุแล้ว บรรดาปิตาจารย์ยังเชื่อมโยงแบบคู่ขนานระหว่างแนวของเรื่องราวแต่ละกลุ่มซึ่งมีแนวโน้มที่จะเน้นความคล้ายคลึงกันในหมู่พวกเขา ซึ่งจะตามมาภายหลังในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล

1) ทุกคนออกจากบ้านเกิดของพวกเขาเพราะเหตุผลบางอย่าง

2) ทุกคนมีการทะเลาะกันกับพี่น้อง (ถ้ามี)

3) ลงไปที่อียิปต์ เริ่มจากไปที่เก-ราร์ เช่นไปยังอียิปต์เนื่องจากการกันดารอาหาร

4) ภรรยา 2 คนถูกล่อลวงหรือเกือบๆ (ซาราห์และเรเบคาห์); ภรรยาชาวอียิปต์พยายามเกลี้ยกล่อมโยเซฟ

5) ภรรยาเป็นหมันและมีการทะเลาะวิวาท (อับราฮัมและยาโคบ)

6) บุตรชายคนเล็กเป็นที่ชื่นชอบของพระเจ้า

7) เจ้าสาวพบกัน (อิสอัค ยาโคบ และโมเสส)

8) พระสัญญาในเรื่องของบุตรหลาน, แผ่นดิน, พระพรของพระเจ้า

9) คนต่างชาติได้รับรู้ถึงการอวยพรของพระเจ้าต่อปิตาจารย์

10) ทุกคนถูกฝังอยู่ในถ้ำที่มัคเปลาห์ ยกเว้นราเชล

เรื่องเหล่านี้จึงถูกเขียนขึ้นเพื่อทำให้แต่ละเรื่องกระจ่างขึ้น ความแตกต่างเล็กน้อยจากการเล่าเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่งช่วยให้เห็นภาพและนำเสนอลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล ตัวอย่าง: ในขณะที่ยาโคบและโมเสสพบเจ้าสาวในอนาคตที่บ่อน้ำและเจรจาเงื่อนไขการแต่งงานกับพ่อตาในอนาคตของพวกเขา อิสอัคอยู่ที่บ้านและให้คนรับใช้ดำเนินการ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าอิสอัคเป็นคนที่ไม่ออกหน้าและไม่ค่อยเข้มแข้ง ความคิดนี้ได้รับการยืนยันในภายหลัง ในการติดต่อของอิสอัคกับชาวฟิลิสเตียและการที่เขาถูกจัดการโดยเรเบคาห์และยาโคบ

พระเจ้าทรงถอยกลับไปในเบื้องหลังมากขึ้น การเผชิญหน้าโดยตรงกับปิตาจารย์ที่ประสบความสำเร็จแต่ละครั้งก็น้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งโยเซฟรู้ถึงพระประสงค์ของพระเจ้าผ่านความฝันไม่ใช่การติดต่อโดยตรง แต่บุคลิกของพวกเขากลับชัดเจนมากขึ้นเมื่อค่อยๆ เปิดเผยออกมา

เรื่องราวเกี่ยวกับปิตาจารย์ทั้งหมดมีเนื้อหาหลักของพระสัญญา ลูกหลาน แผ่นดิน และพระพรของพระเจ้าเป็นเป้าหมายที่เรื่องราวจะเปิดเผย ถึงแม้ว่าวิธีการที่จะได้รับเป้าหมายเหล่านี้แตกต่างกันไป การตอบสนองของมนุษย์ต่อพระสัญญาเหล่านี้หมุนอยู่รอบความเชื่อหรือความไม่เชื่อ ความเชื่อในเรื่องเหล่านี้คือตัวกำหนดที่จะโอบกอดอนาคต และด้วยความปรารถนาเช่นนั้นสามารถที่จะปลดปล่อยอนาคตได้ (Brueggemann 106)

เรื่องเล่าของอับราฮัม
การวางใจและความเชื่อของอับราฮัมเป็นข้อกล่าวอ้างหลักของการเรื่องเล่านี้ มันถูกระบุไว้ที่ตั้งแต่เริ่มต้น(12:3) ตรงกลาง (15:6) และตอนท้าย (22:1-13) แต่อับราฮัมก็ไม่ได้มั่นคงในความเชื่อเพราะในความเป็นมนุษย์ของเขา เขาหันไปหลอกลวงเพื่อช่วยชีวิตเขาเองและมีภรรยาอีกคนเพื่อช่วยเหลือพระเจ้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์ ความเชื่อของอับราฮัมไม่ใช่เรื่องง่ายหรือปราศจากความปวดร้าว (Brueggemann 111) เป็นกระบวนการของการเติบโตอย่างแท้จริง เขาอยู่ในการเดินทางเช่นเดียวกับที่เราอยู่ในการเดินทางแห่งความเชื่อของเรา

มันเป็นพระสัญญาของลูกชายคนหนึ่งที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวของอับราฮัมและความเชื่อของเขาดังนั้นให้เราเริ่มต้นที่นั่น ในสังคมสมัยโบราณมีความปรารถนาแรงกล้ากับการมีลูก –หากใครไม่มีลูก ชื่อของเขาจะหายไป ภรรยาของเขาจะไม่มีศักดิ์ศรีเนื่องจากไม่มีอาชีพทางเลือกให้กับมารดา ในวัยชราจะไม่มีใครสนใจพวกเขาและหลังจากความตายจะไม่มีใครทำพิธีศพ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อจิตวิญญาณของคนในชีวิตหลังความตาย สิ่งนี้กลายเป็นเรื่องเจ็บปวดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องราวของอับราฮัมเพราะพวกเขาได้รับพระสัญญาว่าจะมีลูกโดยพระเจ้าเอง แต่มีความล่าช้าในการบรรลุเป้าหมาย แล้วใครจะเป็นทายาทของอับราฮัม

  √ การทรงเรียกอับราฮัม 11:27-12:9

บทนำสู่ตัวละครหลัก

อับราฮัม ซาราย และ โลท – ลำดับวงศ์ตระกูลของปิตาจารย์มักจะนำโดยการกล่าวถึงของพ่อ (ในที่นี้คือ เทราห์) ในขณะที่เรื่องราวมุ่งเน้นไปที่ลูกชาย ส่วนโลทเป็นหลานชายของเทราห์ และหลานชายของอับราฮัม อับราม (อับราฮัม) แต่งงานกับ

ซารายน้องสาวคนละแม่ของเขา (แม่เป็นคนอื่น แต่เป็นพ่อเทราห์) ขณะที่นาโฮร์แต่งงานกับมิลคาห์หลานสาวของเขา เลวีนิติแนะนำกฎต่อต้านการร่วมประเวณีระหว่างพี่น้องหรือการแต่งงานของพี่หรือน้องสาวต่างแม่ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นที่รู้จักในยุคปิตาจารย์

ปัญหาการมีบุตรยาก

11:30 แม้ว่าเราจะเห็นการเชื่อมโยงอย่างชัดเจนผ่านลำดับวงศ์ตระกูลจากอาดัมไปยังอับราม แต่เราก็พบกับความไม่ต่อเนื่องในทันที แม้ว่าสรรพสิ่งทั้งปวงได้รับการบอกกล่าวว่ามีผลและทวีคูณขึ้น แม้ว่าความชั่วร้ายดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของการทรงสร้างที่ให้เกิดผลทวีขึ้น แต่เรากลับได้พบกับครอบครัวนี้ ผู้ซึ่งไม่มีที่ไป สิ้นหวัง ไม่มีอนาคต ซารายเป็นหมัน แต่ที่นี่ไม่ได้หมายถึงการพิพากษาของพระเจ้ากับซารายหรือความสิ้นหวังของมนุษย์ สิ่งนี้กลายเป็นเวทีสำหรับพระเจ้าไม่เพียง แต่สำหรับครอบครัวนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดด้วย นี่คือฐานของข่าวดี – พระเจ้าไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใดๆ ในสิ่งที่กล่าวถึง พระองค์สามารถสร้างชีวิตใหม่จากความตายได้ จากกางเขนและอุโมงค์ (Brueggemann 116-7)

12:1-3 พันธสัญญาของอับราฮัมเริ่มต้นที่นี่ ข้อเหล่านี้ได้รับการสำรวจในเชิงลึกโดยคนจำนวนมาก เพราะเป็นศูนย์กลางของความเข้าใจในเรื่องปฐมกาลทั้งหมด การเชื่อมต่อด้วยวาจามีอยู่มากมายในประวัติศาสตร์ยุคแรกที่ปรากฏในสามข้อนี้: แผ่นดิน ลูกหลาน ประเทศ ชื่อเสียง ความยิ่งใหญ่ การแช่งสาปและการอวยพร แผ่นดินคานาอันและคนคานาอัน

ส่วนนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก: ถ้อยคำของพระเจ้าข้อ 1-3 (คำสั่งข้อ 1 / พระสัญญาข้อ 2 / พระสัญญาข้อ 3) และการตอบสนองของอับรามในข้อ 4-9 (การเดินทางข้อ 4-5 / การเดินทางข้อ 6-7 / การเดินทางข้อ 8-9) แต่ละส่วนเริ่มต้นด้วยคำสำคัญคือ “ไป” และการปฏิบัติตามในข้อ 4 เป็นการทำตามลำดับคำสั่งในข้อ 1: (เขียนบนกระดาน)

พระเจ้าตรัสกับ

อับราม

“ไป”

เขาไป

อับราม

พระเจ้าได้ตรัส

นี่แสดงให้เห็นว่าส่วนนี้ได้รับการเขียนอย่างระมัดระวังและแต่ละถ้อยคำมีความสำคัญเพียงใด โดยการให้คำมั่นสัญญากับอับราฮัมในตอนต้นเรื่องของการเล่าเรื่องของปิตาจารย์ ผู้เขียนยืนยันถึงความสำคัญพื้นฐานของพวกเขาสำหรับประวัติศาสตร์ของอิสราเอลและโลกและให้กุญแจแก่เราว่า เรื่องราวที่ตามมานั้นควรจะเข้าใจได้อย่างไร

ข้อ 1: เปิดขึ้นพร้อมกับคำตรัสของพระเจ้า เช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงเป็นประธานในคำกริยาแรกของ ปฐก.1:1 ดังนั้นตอนนี้พระเจ้าทรงเป็นประธานในการเปิดเผยใหม่ แผนการแห่งความรอดใหม่ (อาร์โนลด์ 71)

ข้อ 2-3: พระสัญญาแห่งการอวยพรเป็นศูนย์กลางที่นี่ — “พร” เกิดขึ้นบ่อยครั้งใน

ปฐมกาลมากกว่าส่วนอื่นๆ ในพันธสัญญาเดิม พรเป็นที่ประจักษ์ชัดที่สุดในการบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์ (ชีวิตที่ยืนยาว ความมั่งคั่ง ความสงบสุข การเก็บเกี่ยวที่ดี และการมีลูกที่ดี) แต่การทรงสถิตของพระเจ้าที่ดำเนินไปกับคนของพระองค์นั้นเป็นพรที่สูงสุด พรเหล่านี้เป็นการอ้างถึงความตั้งใจดั้งเดิมของพระเจ้าที่มีสำหรับมนุษย์ (เขียนบนกระดาน)

พระเจ้าทรงแทนที่ 3 สิ่งที่ถูกทอดทิ้งด้วย 3 พระสัญญาหลัก:

แผ่นดิน                                                กับ               แผ่นดินใหม่

ผู้คน/เผ่าพันธ์/ครอบครัว (เครือญาติ)   กับ               ลูกหลาน/ชนชาติที่ยิ่งใหญ่

บ้านของพ่อ                                          กับ               พรสำหรับตนเองและผู้อื่น

ความปลอดภัยที่แท้จริงและการบรรลุเป้าหมายในชีวิตนั้นเกิดขึ้นได้โดยการมีชีวิตเพื่อพระเจ้าและพึ่งพาในพระสัญญาของพระองค์ (อาร์โนลด์ 73) การออกจากความปลอดภัยของสังคมเป็นหนทางเดียวที่จะพ้นความแห้งแล้ง การอยู่ในที่ปลอดภัยคือการยอมอยู่ในความแห้งแล้ง การตกอยู่ในความเสี่ยงคือการมีความหวัง คำพูดของพระเยซูสะท้อนถึงสิ่งนี้ “เพราะว่าใครต้องการจะเอาชีวิตรอด คนนั้นจะเสียชีวิต แต่ใครยอมเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เราและข่าวประเสริฐ คนนั้นจะได้ชีวิตรอด” (มก.8:35) (Brueggemann 118)

ข้อ 7: “พระเจ้าทรงปรากฏต่ออับราม” เป็นเธโอฟานี (ลักษณะที่ปรากฏของพระเจ้า) นี่คือการปรากฏตัวครั้งแรกของพระเจ้าต่อปิตาจารย์และเป็นครั้งแรกของพระองค์ต่อทุกคนในพันธสัญญาเดิมนอกสวนเอเดน

ข้อ 5-9: แผนการเดินทางนำอับรามจากทางเหนือสู่ชายแดนด้านใต้ของแผ่นดิน เขาไม่เพียงเห็นสิ่งที่ถูกสัญญาไว้กับเขาเท่านั้น แต่เขากำลังดำเนินไปกับมัน เป็นสัญลักษณ์ที่เขาได้ครอบครอง จบทางตอนใต้เตรียมความพร้อมสำหรับตอนต่อไปคือการไปอียิปต์

√ อับราฮัมในอียิปต์ 12:10-20

 ทำไมต้องเป็นอียิปต์ ปริมาณน้ำฝนที่ลดลงทำให้ชาวคานาอันอ่อนแอต่อการขาดแคลนอาหารจนกระทั่งมีการชลประทานที่ทันสมัย ในขณะที่อียิปต์เป็นที่หลบภัยมาตรฐานเพราะแม่น้ำไนล์เป็นแหล่งอาหารที่แน่นอนกว่าและไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน อับราฮัม/บรรดาบุตรชายของยาโคบ/อิสราเอลทั้งหมดไปที่อียิปต์เพราะการกันดารอาหารรุนแรงคุกคามความอยู่รอดของครอบครัว/ผู้ที่ทรงเลือก เราจะเห็นการกันดารอาหารสามครั้งในการเรื่องเล่าของปิตาจารย์ ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่ออับราฮัมอยู่ที่เนเกบ ครั้งที่สองเมื่ออิสอัคอยู่ที่เนเกบ และครั้งที่สามเมื่อโยเซฟอยู่ที่อียิปต์

ข้อ 11-13: ทำไมอับรามถึงแกล้งทำว่าเป็นพี่ชายของซาราย เห็นได้ชัดว่าอับรามไม่รู้ว่าเล่ห์เหลี่ยมจะจบลงด้วยการที่ฟาโรห์เริ่มมาสนใจในตัวเธอ สิ่งที่เรารับรู้จากเรื่องนี้คือการกระทำของอับรามเองนั้นก่อให้เกิดการคุกคามต่อพระสัญญาของพระเจ้าและการกระทำของเขาได้ส่งผลกระทบต่อประชาชาติอย่างไร

ข้อ18: “ทำไมเจ้าทำ…อย่างนี้” คำถามเดียวกันกับที่ถามเอวา และเกือบจะเหมือนกับคาอิน และจะเหมือนกันอีกครั้งใน 20:9 และ 26:10 เมื่อกษัตริย์ต่างชาติต้องตกใจกับความไม่ซื่อสัตย์ของปิตาจารย์ในเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ การล่วงประเวณีเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรง ตลอดทั้ง ANE มันเป็นที่รู้จักกันว่า เป็นบาปที่สมควรได้รับโทษประหารชีวิต เรื่องราวของภรรยา-น้องสาวทั้งสามครั้งในปฐก. (บทที่ 12, 20, 26) มีความเหมือนกันว่ากษัตริย์ต่างชาติมีความกังวลเกี่ยวกับศีลธรรมมากกว่าปิตาจารย์ ในขณะที่อับรามไม่แสดงความเชื่อในเรื่องการปกป้องของพระเจ้าและกลัวแต่ตัวเองเท่านั้น ฟาโรห์ได้สัมผัสกับพระเจ้าและตระหนักถึงการปกป้องของพระเจ้าต่ออับรามและปล่อยเขาไป

อับรามประสบความสำเร็จแค่ไหนในการเป็นมิชชันนารีเพื่อพระเจ้าต่อประเทศอื่นๆ  คำตอบคือ ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเลย ฟาโรห์ดูเหมือนจะชอบธรรมมากกว่า
อับราม การถูกซึมซับเข้าสู่ฮาเร็มของชายอื่น โดยเฉพาะในฐานะชาวต่างชาตินั้นน่าจะทำให้ซารายเสื่อมเสีย ทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าอับรามไม่ได้เป็นวีรบุรุษที่สมบูรณ์แบบ

ซึ่งต่อมาผู้นำชาวยิวและนักวิชาการต่างก็หวังว่าเขาได้เป็น โจเซฟัสเรียกเขาว่าเป็นนักบุญที่ไร้บาป (Ant.1.7-13) แต่เขาก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นตามบันทึกในพระคัมภีร์

  √ อับราม และ โลทแยกจากกัน 13:1-18

 ในขณะที่อับรามตอบโต้ด้วยความหวาดกลัวในบทก่อนหน้านี้ ที่นี่เขากลับแสดงออกด้วยความเชื่อว่าพระสัญญาของพระเจ้าจะไม่ถูกขัดขวางโดยโลทได้ ในฐานะลุงที่มีอายุมากกว่าเขาสามารถยึดครองดินแดนที่ดีไว้เป็นของตนเองได้ แต่อับรามยินดีที่จะวางใจในพระเจ้าว่าพระองค์คือผู้ที่จะมอบแผ่นดินแห่งพันธสัญญาไว้ให้กับเขา ดังนั้นเขาจึงอนุญาตให้โลทเป็นผู้เลือก นี่ช่างเป็นการกระทำที่แตกต่างไป เมื่อเทียบกับการกระทำของเขาในอียิปต์ (Brueggemann 130)

มันเป็นการอวยพรของพระเจ้าต่ออับรามและโลทที่สร้างปัญหาระหว่างพวกเขา เมื่อโลทเลือกที่จะไปทางทิศตะวันออก เขาก็กำลังมุ่งไปยังดินแดนที่ซึ่งลูกหลานของเขาคือชาวโมอับและชาวอัมโมนจะครอบครองในที่สุด

มีการเสนอส่วนแบ่งในคานาอัน แต่เขากลับไม่ได้สนใจและแยกตัวเองจากพรที่

อับรามได้รับ เขาไม่ใช่คนที่จะทำให้อับรามกลายเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ โลทดูเหมือนจะไม่สนใจเกี่ยวกับการคบหากับโสโดมที่ชั่วร้ายเพราะเขาตั้งเต๊นท์ของเขา “ใกล้กับเมืองโสโดม” ลักษณะนี้จะทำให้เขาเดือดร้อนในที่สุด ดูบทที่ 19 (อาร์โนลด์ 75)
ข้อ 15-17: พระสัญญาที่ได้รับอีกครั้ง ในเวลานี้ชัดเจนมากขึ้น ความมีน้ำใจที่อับรามมีให้โลทสร้างแบบจำลองให้ลูกหลานของเขาเลียนแบบ ซึ่งเราจะได้เห็นอีกครั้งในไม่ช้า การกล่าวซ้ำของพระสัญญาแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงอนุญาตให้อับรามปฏิบัติต่อโลทเช่นนั้นและที่ว่าลูกหลานของอับรามจะไม่ผ่านทางโลท ดังนั้นทายาทในอนาคตไม่ใช่โลท

ข้อความทั้งสองนี้ (อียิปต์และโลท) แสดงถึงความเชื่อในแบบที่มันเป็นจริงๆ – บางครั้งก็แข็งแกร่งและบางครั้งก็อ่อนแอ แต่ในทั้งสองสิ่งคือการทำสัญญาและการให้พรนั้นแสดงให้เห็นว่าพระเจ้ากำลังทำงานอยู่ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าความเชื่อหรือการกระทำของอับรามคือความสัตย์ซื่อของพระเจ้าต่ออับรามและต่อบรรดาผู้ที่เรียกพระนามของพระองค์ (Brueggemann 134) เราเชื่อไหมว่าพระเจ้าจะใช้เราแม้ว่าเราจะอ่อนแอในความเชื่อและต้องการผลลัพธ์อื่นๆ มากกว่าที่เราได้รับ

ในบทต่อไปเราจะพบกับอับรามอีกครั้ง และเขาจะต้องติดต่อกับคนอื่นๆ นอกเหนือจากครอบครัวของเขา: การต่อสู้กับบรรดากษัตริย์ และการพบกันของ

อับรามและเมลคีเซเดค

อับราช่วยชีวิตโลท 14:1-24

นี่เป็นแห่งเดียวในปฐมกาลที่เรามีบัญชีรายชื่อทางการทหารและนามของกษัตริย์ต่างๆ

สองส่วนหลัก – 1) การต่อสู้สามสนามรบ และ 2) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างอับราฮัมกับกษัตริย์เมืองโสโดมและเมลคีเซเดค นี่เป็นการกล่าวถึงสงครามครั้งแรกในพระคัมภีร์ กษัตริย์ทั้งสี่นำการรุกรานมายังภูมิภาค และเป็นเวลา 12 ปีที่เมืองแถบทะเลตายยอมจำนนต่ออำนาจของพวกเขาจากนั้นก็กบฏ การจู่โจมแบบลงโทษนำโดยกษัตริย์ตะวันออก เมื่อกษัตริย์เหล่านี้ล่าถอยไปทางเหนือ อับรามก็จับเขาในขณะที่เข้ามาใกล้เมืองดาน เอาชนะพวกเขาและขับไล่พวกเขาออกไปจากคานาอัน ความสำเร็จของ

อับรามเผยถึงพลังทหารที่เหนือกว่าของเขา นักสู้ 318 คนถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่สำหรับตระกูลเดียว แต่ขนาดนี้ก็เหมาะกับเหตุผลที่อับรามและโลทต้องแยกจากกันก่อนหน้านี้

เราเห็นปฏิสัมพันธ์แบบใดในภารกิจนี้ ชัยชนะ! เราเห็นที่ไหนอีกในประวัติศาสตร์คริสตจักรที่มีการเป็นมิชชันนารีที่บากบั่นมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก แน่นอนสงครามครูเสด นี่ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนแปลงคนอื่นให้มาเป็นคนของพระเจ้าของคุณใช่ไหม อย่างไรก็ตามความจริงที่ว่าอับรามได้รับชัยชนะแสดงถึงการสนับสนุนของพระเจ้าและเป็นการกล่าวจากเมลคีเซเดคด้วยเช่นกัน เมลคีเซเดคเป็นตัวอย่างของคนที่ไม่ใช่คนยิวที่จดจำพระราชกิจของพระเจ้าและพระพรของพระเจ้าที่มีต่ออับราม

ข้อ 16: ของที่ได้มาจากชัยชนะเป็นของผู้ชนะและเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำสำหรับข้อพิพาทใน ANE

ข้อ 18: ช่วงที่อับรามกำลังเดินทางกลับใกล้เมืองซาเลม เขาได้พบกับเมลคีเซเดค ปุโรหิต และกษัตริย์แห่งซาเลม (อาจเป็นชื่อในช่วงแรกของเยรูซาเล็ม) ชื่อของเขาแปลว่า “กษัตริย์ผู้ชอบธรรม” เขานำขนมปังและไวน์มาให้ สิ่งนี้เผยให้เห็นความเอื้ออาทรของเมลคีเซเดค เพราะขนมปังและไวน์เป็นอาหารที่รสเลิศ เมลคีเซเดคได้ถูกรวมไว้ว่าเป็นกษัตริย์และปุโรหิต และเป็นปุโรหิตคนแรกที่มีชื่อในพระคัมภีร์ แม้ว่าเขาจะอ้างถึงพระเจ้าในฐานะเอล – เอลิยอน (นี่อาจเป็นเทพเจ้าสูงสุดของคนคานาอัน) โดยข้อ 22 อับรามเชื่อมโยงชื่อนี้กับพระเจ้าของชาวฮีบรูอย่างชัดเจน ดูเหมือนว่า

อับรามอาจเป็นเพียงคนเดียวจากในสองคนที่รู้ชื่อที่แท้จริงของพระเจ้า แม้ว่าเมลคี-

เซเดคอาจจะนมัสการพระเจ้าองค์นี้ก็ตาม (Brueggemann 137)

ข้อ 19: การปฏิบัติตามพระสัญญาแรกของพระเจ้าอย้างชัดเจนเกี่ยวกับการอวยพร คืออับรามได้รับพรจากเมลคีเซเดค

ข้อ 20: หนึ่งในสิบเป็นประเพณีที่แพร่หลายของ ANE มีการให้ทั้งในสถานศักดิ์สิทธิ์และกษัตริย์ เมลคีเซเดคมีคุณสมบัติทั้งสองเรื่องนี้ ถึงแม้ว่าอับรามจะเป็นคนมอบให้เนื่องจากฐานะปุโรหิตและจากการให้พรของเขา อับรามเป็นตัวอย่างให้ลูกหลานทุกคนที่จะทำตาม

ข้อ 21: ทัศนคติไม่ดีของกษัตริย์แห่งเมืองโสโดมที่มีต่ออับรามผู้ช่วยชีวิตของเขานั้นเห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความไม่มีน้ำใจซึ่งตรงข้ามกับผู้อื่น และเป็นเกริ่นในเรื่องการลงโทษที่ตามมาซึ่งจะเกิดขึ้นกับผู้ที่คัดค้าน/ดูหมิ่นการทรงเลือกของพระเจ้า อับรามยอมคืนคนที่เขาได้มา (ซึ่งเป็นเพราะเขาได้รับชัยชนะ) กลับไปยังเจ้าของดั้งเดิม แต่ไม่ได้คาดหวังจากคนอื่นๆ ที่จะช่วยเขาในการสู้รบ ความมีน้ำใจของอับรามเห็นได้อย่างชัดเจนคือการให้มากเกินสำหรับกษัตริย์ที่ไร้มารยาท คุณธรรมของอับรามเรื่องความกล้าหาญ ความภักดีและความกตัญแสดงให้เห็นที่นี่และดูเหมือนว่าเขาจะได้รับความสมบูรณ์ ความซื่อสัตย์ที่หายไปในอียิปต์กลับคืนมา

เมลคีเซเดคเป็นบุคคลที่เข้าใจได้ การเชื่อมของทั้งกษัตริย์และปุโรหิตของเมลคีเซเดคนั้นได้รับการอธิบายเพิ่มเติมในสดด. 110, ซึ่งกลายเป็นความเข้าใจพื้นฐานสำหรับพระเยซูในฐานะมหาปุโรหิตและกษัตริย์สำหรับเรา เราเห็นความสำคัญของสิ่งนี้ในพระธรรมฮีบรูบทที่ 7 แต่ไม่ใช่ว่าพระเยซูเป็นเชื้อสายของเมลคีเซเดค เพราะเห็นได้ชัดว่าพระองค์เป็นเชื้อสายของยูดาห์ แต่เมลคีเซเดคกลายเป็นบุคคลประเภทสำหรับฐานะปุโรหิตที่สมบูรณ์แบบของพระคริสต์ ผู้ซึ่งไม่ได้เป็นของฐานะปุโรหิตที่สำคัญของอิสราเอล พระธรรมฮีบรูระบุว่าเหตุใดฐานะปุโรหิตของเลวีนิติจึงชั่วคราว เมื่อเปรียบเทียบกับฐานะปุโรหิตที่สมบูรณ์แบบของพระคริสต์

√ สัญญาแห่งพันธสัญญา 15:1-21

 ตอนนี้เรากลับไปที่ปัญหาของลูกหลาน ใครจะเป็นทายาท บทนี้เป็นพื้นฐานของแนวคิดสองประการที่พบได้ทั่วไปในพระคัมภีร์: ความเชื่อและพันธสัญญา ความจริงเหล่านี้ผูกพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่เข้าด้วยกัน (อาร์โนลด์ 92)

ข้อ 2: การได้รับพรและรางวัลจากพระเจ้าควรนำไปสู่มนุษย์ที่เกิดผลและทวีคูณ ดังนั้นอับรามจึงถามว่า ทำไม ข้าพระองค์ต้องทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ นี่เป็นครั้งแรกของอับรามที่ทูลต่อพระเจ้าโดยตรง ซึ่งเผยให้เห็นถึงความปรารถนาที่ลึกซึ้งและความต้องการที่จะมีลูกหลาน เขาถามพระเจ้าว่าบางทีเอลีเยเซอร์หัวหน้าพ่อบ้านในครอบครัวของอับรามอาจเป็นคนที่เป็นทายาท ในเมื่อไม่ใช่ผ่านโลทหลานชายของเขา เห็นได้ชัดว่าใครคนหนึ่ง “รับ” ใครบางคนจากนอกครอบครัวเพื่อดูแลคนหนึ่งในวัยชราและฝังคนอย่างถูกต้อง คนนั้นก็จะได้รับมรดก แต่พระเจ้าก็ทรงทำให้ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่กรณีเช่นกัน

ตรงข้ามกับสิ่งอื่นทั้งหมดคือพระสัญญาที่ทรงพลังในข้อ 1 และการพิสูจน์ที่ทรงพลังเท่าเทียมกันในข้อ 2-3 สิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ที่สุดของคำมั่นสัญญาต่อครอบครัวนี้จะปรากฏชัด อับรามรู้ว่าอะไรเป็นไปได้และสิ่งนี้มันเป็นไปไม่ได้ จากนั้นพระเจ้าทรงสัญญาอีกครั้งอย่างไม่มีเงื่อนไขในข้อ 4-5 พระเจ้าองค์เดียวกันนี้ได้ทรงสร้างดวงดาวมากมายโดยที่ไม่สามารถนับจำนวนได้ ก็สามารถให้ลูกชายกับครอบครัวที่เป็นหมันนี้ได้เช่นกัน อะไรคือคำตอบของอับราม

ข้อ 6: ผลลัพธ์: อับรามเชื่อ! อับรามได้กลับใจ เขาละทิ้งความเข้าใจในความเป็นจริงที่วัดได้จากสิ่งที่เขาเห็น สัมผัส และจัดการได้ การแนะนำใหม่จากพระผู้ทำพระสัญญาสามารถเกิดขึ้นได้เพราะพระองค์เป็นแหล่งกำเนิดที่แท้จริง – การเริ่มต้นใหม่เป็นไปได้โดยพระผู้สร้างจุดเริ่มต้นเท่านั้น ความเชื่อคือการตอบสนองของอับรามต่อคำพูดของพระเจ้าที่มาถึงเขา

ผลที่มาจากความเชื่อของเขา พระเจ้ากำหนดให้อับรามเป็นผู้ชอบธรรม ใครก็ตามที่เป็นผู้ชอบธรรม ผู้นั้นคือผู้ที่มีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระเจ้า เป็นผู้ที่พ้นผิดในวันพิพากษา เป็นผู้ได้รับความรอด ความชอบธรรมมักแสดงให้เห็นว่าเป็นการที่พระเจ้าทรงพอพระทัยในส่วนตัวของบุคคลนั้นหรือประชาชาติ ที่นี่ความเชื่อเป็นการตอบสนองที่ถูกต้องต่อการเปิดเผยของพระเจ้าซึ่งนับว่าเป็นความชอบธรรม ความเชื่อนำไปสู่การกระทำที่ชอบธรรม (18:19) เช่นกัน ความเชื่อเกี่ยวข้องกับการเชื่อและการเชื่อฟัง มุมมองเรื่องการเชื่อฟังเห็นได้ในฮีบรู 11:8-19 และ ยากอบ 2:18-24 — ทั้งสองด้านของความเชื่อจำเป็นที่ต้องมีและไม่ขัดกัน ความเชื่อเป็นชีวิตและเป็นการกระทำอยู่เสมอหากเป็นจริง

ความชอบธรรมใหม่นี้หมายถึงการยกเลิก (ปลดปล่อย…) การควบคุมชีวิตปัจจุบันเพื่อเห็นแก่ปฐมกาล (ต้นกำเนิดและจุดเริ่มต้นใหม่) เพื่อมุ่งมั่นต่อพระเจ้าผู้ทรงสามารถกระทำทุกอย่างได้ (Brueggemann 146)

ข้อ 7: พันธสัญญาระหว่างอับรามกับพระเจ้าเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความรอดอันยิ่งใหญ่ของพระยาเวห์สำหรับอิสราเอลในการอพยพจากอียิปต์และพันธสัญญาที่ซีนาย การเชื่อมต่อโดยตรงของพันธสัญญาทั้งสองถูกสร้างขึ้นที่นี่ตามภาษาในข้อนี้คือ –

แบบอับราฮัมและแบบโมเสส อันหนึ่งเป็นความต่อเนื่องของอีกอันหนึ่ง

หมายเหตุ: “คนเคลเดีย” เป็นความคลาดเคลื่อนเรื่องเวลายุคสมัย เนื่องจากพวกเขาเรืองอำนาจในช่วงสหัสวรรษแรกและไม่ใช่กลุ่มคนในสหัสวรรษที่สองก่อนคริสต-ศักราช ความคลาดเคลื่อนหลายอย่างเช่นนี้ถูกพบในปฐมกาลซึ่งผู้เขียนในเวลาต่อมาต้องการชี้แจงข้อมูลแก่ผู้อ่านของเขาในภายหลังซึ่งอาจทำให้สับสน

 ข้อ 9: มีคำศัพท์เกี่ยวกับเครื่องบูชา (สัตว์เหล่านี้ทุกประเภทคือสัตว์ที่ใช้เป็นเครื่องบูชาในพิธีกรรมของพันธสัญญาเดิม) ดังนั้นพิธีกรรมนี้ควรตีความโดยใช้หมวดที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมของพันธสัญญาเดิม แต่พันธสัญญานี้แตกต่างจากที่ซีนายที่กำหนดพันธะระหว่างพระเจ้าและอิสราเอลของที่ซีนายเป็นเหมือนสนธิสัญญาโบราณระหว่างประเทศที่สร้างขึ้นจากพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ พันธสัญญาของอับรามเป็นคำปฏิญาณที่ทำโดยพระเจ้าเท่านั้น เพราะพระเจ้าผู้เดียวที่เดินไประหว่างสัตว์และเรียกชะตากรรมของพวกมันมาไว้ที่พระองค์หากพระองค์ไม่ได้รักษาพันธสัญญา นี่คือพันธสัญญาฝ่ายเดียวที่ทำโดยพระเจ้าและไม่เป็นที่รู้จักในส่วนที่เหลือของ ANE

ข้อ 12-16: เปิดเผยว่าพระสัญญาจะถูกรักษาไว้ เพื่อจะได้ไม่ต้องสงสัยในพระวจนะของพระเจ้า พระสัญญาอาจจะล่าช้าด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ และอับรามไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับความล่าช้า เขาสามารถมั่นใจว่ามันจะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง ด้วยเหตุนี้การรอเวลาที่ยาวนานจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญของบทนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อลูกชายของเขาเอง หรือเพื่อการปฏิบัติตามคำสัญญาเรื่องแผ่นดินต่อลูกหลานของเขา

ข้อความนี้เชื่อมโยงกับฮบก. 2:2-4 ซึ่งจะอธิบายถึงการรอคอยและความจริงที่ว่าคนชอบธรรมจะมีชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อของเขา ยากไหมที่เราจะรอ? บางครั้งพระเจ้ามีแผนการที่ต้องใช้ความอดทนของเราและอาจจะไม่ได้สำเร็จในช่วงชีวิตของเราเช่นเดียวกับคำสัญญาของอับราฮัมที่เติมเต็มในตัวเขาเพียงบางส่วนเท่านั้น

ในบ้านหลังเล็ก ๆ ที่ยากจนในกรุงลอนดอน มีผู้หญิงที่ทำงานหนักมาหลายปี หลังของเธอโก่งจากการที่เธอต้องยืนอยู่ที่อ่างซักล้างทุกวันเป็นเวลานานหลายปี นี่เป็นแหล่งรายได้เดียวที่เธอมี ขณะที่เธอทำงานเธออธิษฐานอ้อนวอนอย่างต่อเนื่องและร้อนร้นเพื่อลูกชายของเธอซึ่งได้หนีออกทะเลไป ด้วยความเชื่อในพระเจ้าของเธอ เธอไม่เคยยอมแพ้ หวังว่าวันหนึ่งลูกชายของเธอจะยอมมอบชีวิตของเขาเพื่อองค์

พระผู้เป็นเจ้า หลังจากเธอเสียชีวิตลง ลูกชายของเธอได้กลายเป็นพ่อค้าทาสผู้มั่งคั่งในทะเลได้มอบชีวิตของเขาให้กับพระคริสต์ในที่สุด เขานำคนอื่นอีกหลายพันคนมายังพระคริสต์เช่นกัน เขาคือจอห์น นิวตันคนที่แต่งเพลง “พระคุณพระเจ้า” ซึ่งเป็นการเป็นพยานส่วนตัวเกี่ยวกับพระคุณและการให้อภัยของพระเจ้า แต่เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น เพราะคำพูดของจอห์น นิวตันมาถึงชายที่ไม่เชื่อแต่มีความรู้สูงคนหนึ่ง ชื่อโทมัส สก็อตต์ผู้เคยปฏิเสธในพระผู้ช่วยให้รอด หลังจากการกลับใจ งานเขียนของ

สก็อตต์นำคนมาสู่พระเจ้ารวมถึงวิลเลียม โคเปอร์ด้วย กวีนิพนธ์และร้อยแก้วของ

โคเปอร์นำคนให้สัมผัสกับพระคริสต์มากมายรวมถึงวิลเลียม วิลเบอร์ฟอร์ซ

วิลเบอร์ฟอร์ซยังคงทำงานอย่างแข็งขันเพื่อการเลิกทาสซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อของเขา

ปีแห่งการข่มเหงและการกระเสือกกระสนในส่วนงานของวิลเบอร์ฟอร์ซนั้น ในที่สุดก็ส่งผลกับการลักลอบค้าทาสในอังกฤษ ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญในหมู่ประเทศตะวันตกให้ยุติการกระทำที่น่ากลัวนี้ แม่ของจอห์น นิวตันคงไม่ได้คาดฝันว่าพระเจ้าจะใช้คำอธิษฐานในตลอดชีวิตของเธอสำหรับลูกชายที่เอาแต่ใจ เพื่อส่งผลกระทบต่อชีวิตของเราจนถึงทุกวันนี้ (John Winmill Brown ใน Gire 352-3)

ข้อความนี้สำคัญเพียงใดต่อความเข้าใจในพระคุณของพระเจ้า เราไม่สามารถได้รับจากการกระทำของเรา แต่โดยความเชื่อของเราเท่านั้น นี่เป็นตอนที่เปาโลใช้ในการถกเถียงในพระธรรมโรม 4 และกาลาเทีย 2-4 เพื่อให้คนชอบธรรมดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ โดยความเชื่อที่คนๆ หนึ่งจะกลายเป็นคนชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้า

 กำเนิดของอิชมาเอล 16:1-16

ความเป็นไปได้ครั้งที่สามที่จะบรรลุถึงพระสัญญาที่ว่าจะเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่พร้อมด้วยลูกหลานหลายคนในตอนนี้ก็ปรากฏชัดเจน

ดูเหมือนว่าอับราฮัมพอใจที่จะรอเวลาของพระเจ้า แต่ซารายไม่ เธอมีความคิดริเริ่มหลังจากที่ตั้งรกรากในคานาอันเป็นเวลา 10 ปีและ 77 ปีที่มีบุตรยาก เธอมุ่งมั่นและ

มีไหวพริบ เธอตำหนิพระเจ้าสำหรับการมีบุตรยากของเธอและปฏิบัติตามประเพณี ANE ที่สืบทอดกันมานาน เธอเสนอฮาการ์สาวใช้ของเธอซึ่งลูกของนางก็จะนับว่าเป็นลูกของซาราย เราสามารถบอกได้ว่าผู้บรรยายไม่ได้รับรองแผนการของซาราย

มีการสะท้อนของปฐก.3: อับราม “เชื่อฟังภรรยาของเขา” ซาราย “นำ…และมอบให้สามีของเธอ”

เมื่อฮาการ์พบว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ เธอก็ตัดสินใจที่จะปฏิบัติต่อซารายอย่างดูถูก สถานะของซารายตกอยู่ในอันตราย เพราะในANEผู้หญิงที่สมบูรณ์มักได้รับการยกย่องมากกว่าผู้หญิงที่มีบุตรยาก อับรามค่อนข้างอ่อนแอและพยายามหลีกเลี่ยงความหึงหวง ความโกรธแค้นระหว่างผู้หญิง ดังนั้นเขาจึงให้ซารายทำตามที่เห็นสมควร ซารายจึงเคี่ยวเข็ญฮาการ์ จนเธอกลัวและต้องหนีไปเพื่อเอาชีวิตรอด

ดูเหมือนว่าทุกฝ่าย (อับราม ซาราย ฮาการ์) จะเหลือกันอยู่แค่นี้ แต่พระเจ้าทรงเปิดประเด็นและเข้าแทรกแซง (ข้อ 7) อีกครั้ง (Brueggemann 152) สำหรับคำว่าเคี่ยวเข็ญในข้อ 6 เป็นคำเดียวกับที่นายทาสชาวอียิปต์ใช้ในพระธรรมอพยพ; พระ-เจ้าทรงเป็นห่วงฮาการ์ผู้เป็นทุกข์ สะท้อนถึงการที่พระองค์ทรงเป็นห่วงต่ออิสราเอลที่ทนทุกข์ในอียิปต์ เมื่อมีผู้หนึ่งร้องทูลต่อพระองค์ สิ่งที่ชาวอียิปต์ทำกับลูกหลานของซารายในเวลาต่อมา คือการที่ซารายทำกับลูกชาวอียิปต์เพราะฮาการ์เป็นทาสชาวอียิปต์ พระเจ้าฟังทั้งสองฝ่าย ในช่วงเวลาที่ทุกข์ยากที่สุดของเธอ ฮาการ์พบกับความห่วงใยของพระเจ้าที่มีต่อเธอและด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีชื่อของพระเจ้าและชื่อใหม่ของบ่อน้ำ แม้แต่ชื่อบุตรชายของเธอ (ที่ทูตสวรรค์มอบให้) ก็เกี่ยวข้องกับข้อนี้เพราะ

อิชมาเอลมีความหมายว่า “พระเจ้าทรงได้ยิน” ฮาการ์ตอบสนองด้วยการเชื่อฟัง

พระเจ้าและกลับไปบ้าน แม้ว่าจะถูกแยกออกจากพระสัญญา แต่พวกเขาจะไม่ถูกแยกออกจากพระพร (17:20)

การกระทำที่รีบร้อนผุดขึ้นมาจากความไม่เชื่อ แต่ก็ไม่ได้ส่งต่อวัตถุประสงค์ของ

พระเจ้า เปาโลในกาลาเทีย 4 ใช้ภาษาเชิงจินตนาการเพื่ออธิบายเรื่องราวของ

ฮาการ์-อิชมาเอล เขาเห็นอย่างถูกต้องว่าพวกเขาทำหน้าที่เป็นทางเลือกใน

พระสัญญา เด็กที่เปิดเผยความรักของพระเจ้าต่อคนนอกนั้นไม่ได้เป็นภัยคุกคาม

ต่อคนวงใน เขาเป็นเหมือนการทดลองที่เราทุกคนต้องเผชิญ เมื่อเราพยายามที่จะนำความคิดริเริ่มให้ออกไปจากพระเจ้า เพื่อบรรลุสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่พระเจ้าต้องการ (Brueggemann 153) เราเคยลองเดาพระเจ้าและแผนการของพระองค์สำหรับชีวิตของเราครั้งที่สองเมื่อใด

√ พันธสัญญาแห่งการเข้าสุหนัต 17:1-27

บทนี้เริ่มต้นด้วยอับรามตอนนี้อายุ 99 ปีและซารายอายุ 89 ปีพระเจ้าทรงปรากฎพระองค์ (เธโอฟานี) เพื่อส่งสัญญาณการเปิดเผยใหม่ที่สำคัญและประกาศชื่อใหม่ของพระองค์ – เอล ชัดดาย พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์อำนาจ เป็นชื่อที่เน้นถึงพลังที่อยู่เป็น

นิรันดร์และความซื่อสัตย์ของพระองค์/กำลังในการทำตามพระสัญญาของพระองค์

ข้อ 5, 15: การเปลี่ยนชื่อมีความสำคัญที่นี่ ในพระคัมภีร์ชื่อหมายถึงลักษณะของบุคคลนั้นๆ และบางครั้งชื่อสามารถเปิดเผยชะตาชีวิตของบุคคลได้ การเปลี่ยนชื่อในช่วงกลางคน เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคลนั้นหรือการเปลี่ยนแปลงในชะตาชีวิตของพวกเขา (เช่นที่นี่) น่าอัศจรรย์ที่

พระเจ้าเปลี่ยนชื่อด้วยพระองค์เอง อับราม = บิดาที่ได้รับการยกย่อง ในขณะที่

อับราฮัม = บิดาของมวลชน ซารายเปลี่ยนเป็นซาราห์ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนน้อยกว่า เนื่องจากเราไม่แน่ใจเกี่ยวกับความหมายของซาราย แต่ซาราห์

= เจ้าหญิง ในพันธสัญญาเดิมเมื่อมีคนหนึ่งเปลี่ยนชื่อให้อีกคนหนึ่ง นั่นบ่งบอกถึงความรอบรู้หรือความรู้พิเศษเกี่ยวกับบุคคลอื่น (อาร์โนลด์ 97)

หน้าที่ที่กำหนดไว้สำหรับอับราฮัมนั้นเล็กน้อย – การเข้าสุหนัต มันเป็นสัญญาณที่เตือนชาวอิสราเอลถึงความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาญของพวกเขาและความมุ่งมั่นของพวกเขาที่จะดำเนินต่อพระพักตร์พระเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ พันธสัญญานี้หากมนุษย์ทำลายก็จะไม่ถูกยกเลิก แต่พันธสัญญาจะเข้ามาแทนที่เมื่อถูกตัดออก ดังนั้นความสำคัญของพันธสัญญาจึงไม่ควรถูกมองข้าม เนื่องจากมีการใช้คำนี้ถึง 13 ครั้งในตอนนี้

อับราฮัมเชื่อฟังทันที “ในวันนั้น” เป็นคำเฉพาะที่ใช้ที่นี่ ในวันที่น้ำท่วมโลก และวันของการอพยพ

เฉพาะในยุโรปและเอเชียกลาง/ตะวันออก ประเพณีของการเข้าสุหนัตไม่เป็นที่รู้จัก โดยปกติแล้วมันเป็นพิธีกรรมครั้งสำคัญของวัยแรกรุ่น ซึ่งได้รับการปฏิบัติอย่างกว้างขวางโดยเพื่อนบ้านของอิสราเอล นี่เป็นเพียงการทำให้แก่ลูกหลานเพศชาย ดังนั้นจึงไม่เหมือนกับการขลิบอวัยวะเพศหญิง (การตัดอวัยวะเพศหญิง) ซึ่งไม่ได้มีการรับรองจากพระเจ้า

การอภิปรายของเปาโลในพระธรรมโรม 9-11 ถือว่าพระสัญญาของพระเจ้ายังคงใช้ได้แม้จะไม่เชื่อในศาสนายิว แต่เขาก็ยังแสดงให้เห็นถึงแง่มุมทางจิตวิญญาณของการเข้าสุหนัต ซึ่งเห็นได้ในพันธสัญญาเดิม โรม 2:29 “การเข้าสุหนัตแท้นั้นเป็นเรื่องของจิตใจ ตามพระวิญญาณไม่ใช่ตามตัวบทบัญญัติ” เจตนาของการเข้าสุหนัตคือแสดงถึงความมุ่งมั่นต่อพระเจ้าและการยอมรับพันธสัญญาของพระองค์ พันธสัญญาใหม่แทนที่การเข้าสุหนัตด้วยการรับบัพติศมา ซึ่งสามารถทำได้ทั้งชายและหญิง เช่นเดียวกับการเข้าสุหนัต การรับบัพติศมามีศักยภาพทั้งในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อหรือในเชิงลบต่อความเชื่อเมื่อการกระทำเป็นเพียงการแสดงภายนอกมากกว่าการทำความสะอาดภายในและความมุ่งมั่น (Brueggemann 156) 

  √ การล้มล้างเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ 18:1-19:38

 ไม่มีช่วงเวลาอื่นใดในชีวิตของอับราฮัมที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่เกี่ยวกับคำอธิบายนี้ในปฐก.18-19 ซึ่งบอกนัยสำคัญของเรื่องราวนี้สำหรับผู้เขียนปฐมกาล ตอนนี้ซาราห์ได้รับเปิดเผยถึงการมีบุตร แสดงว่ามีเพียงอับราฮัมเท่านั้นที่ได้รับเปิดเผยใน 17:19 และเขาไม่ได้บอกซาราห์

ผู้มาเยือนทั้งสามคนมาถึงแล้วและอับราฮัมปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างสง่างามเหมาะสมตามธรรมเนียมของ ANE ชายคนหนึ่งถูกระบุว่าเป็นองค์พระผู้เจ้าในขณะที่อีกสองคนเรียกว่าผู้สื่อสารหรือทูตสวรรค์ (ข้อ 1) ชายแปลกหน้าเหล่านี้มีสองภารกิจ – ประการหนึ่งคือการเริ่มต้นของพระสัญญาที่สำเร็จใน 18:1-15 กับซาร่าห์และอับราฮัม ประการที่สองคือการดำเนินการสิ้นสุด ซึ่งสิ่งนี้จะแล้วเสร็จใน 19:1-28 ภารกิจที่ยอดเยี่ยมของพระเจ้าคือการทำให้มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด เวลาแห่งการเริ่มต้นและสิ้นสุดเป็นช่วงเวลาที่ความลึกลับของชีวิตกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดและเป็นคำถามทางศาสนศาสตร์ที่ยากที่สุด (Brueggemann 162)

ข้อ 13-14: ซาร่าห์พบว่ามันยากที่จะเชื่อและมันทำให้เธอหัวเราะ เธอไม่ได้เป็นแบบอย่างของความเชื่อในจุดนี้ แต่เป็นแบบอย่างของการไม่เชื่อ สำหรับเขาทั้งคู่

พระสัญญาอันทรงพลังของพระเจ้านั้นเหนือกว่าความสามารถของพวกเขาที่จะเข้าใจและรับได้ (Brueggemann 158)

ปฏิกิริยาของเธอต่อพระเจ้า ทำให้เกิดข้อความที่ยอดเยี่ยมในพระคัมภีร์ “มีอะไรยากเกินสำหรับพระเจ้าหรือ” ซึ่งเป็นคำถามที่พบเห็นได้ทุกที่ในพระคัมภีร์ เราต้องบอกว่ามันเป็นคำถามพื้นฐานที่ทุกคนต้องตอบ และวิธีการตอบนั้นเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง (Brueggemann 159) หากเราตอบว่าใช่ นั่นแสดงว่าเรากำลังหักล้างอำนาจและความเป็นองค์อธิปไตยของพระเจ้า รวมทั้งความสามารถของพระองค์ที่จะส่งผลต่อชีวิตของเราและเปลี่ยนประวัติศาสตร์โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ หากเราตอบว่าไม่เรากำลังยืนยันทั้งหมดนี้ รวมไปถึงความหมายของการเดินไปกับพระเจ้า ใน

พันธสัญญาใหม่ คำถามเดียวกันนี้ถูกถามกับเอลิซาเบธ (ลก.1:37) มารีย์กลับนำเสนอในทางตรงกันข้ามกับซาราห์และเศคาริยาห์ เธอเป็นต้นแบบของความเชื่อและผู้ที่ไม่สงสัยเลย (1:38) แม้แต่พระเยซูก็หยิบยกคำถามขึ้นมาในสวนเกทเสมนีโดยอธิษฐานว่า “อับบา (พ่อ) ทุกสิ่งเป็นได้สำหรับพระองค์ ขอโปรดให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” (มก.14:36)

อับราฮัมได้เข้ามาช่วยคนของเมืองโสโดม นี่คือชาวคานาอันไม่ใช่ชาวอิสราเอลที่สำคัญ เราจะเห็นความก้าวหน้าในอับราฮัมหรือไม่? ในตอนแรกเขาเห็นแก่ตัวและมุ่งแต่ตนเองท่ามกลางคนแปลกหน้า แต่เขาก็กลับออกจากครอบครัวของเขาเพื่อปกป้องโลทจากการรุกราน เขาถวายหนึ่งในสิบให้แก่เมลคีเซเดค ในที่สุดตอนนี้เขากำลังร้องขอ ไม่เพียงแต่เพื่อโลทเท่านั้น แต่สำหรับเมืองของคนแปลกหน้าและคนที่นับถือศาสนาอื่น ส่วนสำคัญของงานพันธกิจคือจะต้องมีการร้องขอ – พระเยซูเอง

พิสูจน์แล้วบนไม้กางเขน เมื่อพระองค์ทรงร้องขอให้แก่พวกเราทุกคนโดยขอให้

พระบิดาให้อภัยพวกเรา นี่คือดินแดนใหม่สำหรับอับราฮัม เขารู้ถึงความตั้งใจของพระเจ้าที่จะทำลายเมือง แต่เขาก็ไม่แน่ใจในขอบเขตของความเมตตาของพระเจ้า เพื่อประโยชน์ของโลทและเพื่อคนอื่นๆ เขาเต็มใจที่จะกล้าและค้นหา (อาร์โนลด์ 102)

พฤติกรรมของเมืองโสโดมนั้นเลวร้ายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการกระทำรักร่วมเพศระหว่างผู้ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับในสังคมส่วนใหญ่ใน ANE แต่การข่มขืนแบบกลุ่มในกลุ่มคนรักร่วมเพศไม่ได้รับการยอมรับเช่นนั้น ดังนั้นจึงเป็นการโหดร้ายที่สุดสำหรับผู้เชื่อและผู้ไม่เชื่อ ชาวเมืองโสโดมกำลังละเมิดกฎสากลด้านพฤติกรรมที่ยอมรับทั่วไปใน ANE

สังคมที่เหยียดหยามมาตรฐานของการเป็นมนุษย์และดูถูกผู้สื่อสารของพระเจ้าไม่มีความหวังที่จะหลบหนีจากการพิพากษาของพระเจ้าได้ ถึงแม้จะอยู่ในสังคมที่เลวร้ายเช่นเดียวกับเมืองโสโดม พระเจ้าก็มีคนของพระองค์ เป็นคนส่วนน้อยที่พยายามแต่อาจไม่สมบูรณ์ ดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของพระเจ้า เราสามารถพบการปลอบใจในโลทที่นั่นและเขาได้รับการช่วยเหลือจากพระเจ้า แม้ว่าเราอาจต้องการความเชื่อที่เข้มแข็งกว่าที่เขาแสดงออกมาก็ตาม บุคลิกของโลทมีความเหมาะสมเพียงพอที่จะเข้าไปแทรกแซงในนามของผู้ส่งสาร เขาจะได้เรียนรู้ว่าผู้มาเยือนจะต้องเข้าไปแทรกแซงในนามของเขา

ความจริงที่โลทเสนอลูกสาวบริสุทธิ์สองคนของเขาเองให้เข้ามาแทนที่ผู้ชายเหล่านั้นเป็นเรื่องยากทีจะอธิบาย พวกรักร่วมเพศจะสนใจผู้หญิงหรือไม่ โลทหวังว่าคู่หมั้นของลูกสาวของเขาจะเข้าไปแทรกแซงหรือไม่ มันเป็นการกระทำของการต้อนรับในวัฒนธรรมนั้นเพื่อปกป้องผู้มาเยือนมากกว่าครอบครัวของตัวเองหรือไม่ หรือข้อเสนอนี้สะท้อนให้เห็นว่าการปฏิบัติที่ชั่วร้ายในสภาพแวดล้อมมีอิทธิพลต่อโลทมากแค่ไหน (อาร์โนลด์ 103)

เรื่องราวจาก 18:16 ถึง 19:29 มีโครงสร้างเพื่อแสดงความตึงเครียดระหว่างความเชื่อของอับราฮัมและความเอาแต่ใจของมนุษยชาติ (Brueggemann 163)

อับราฮัมมีภาพลักษณ์ที่เป็นบวกอย่างสมบูรณ์ ผู้ชายของเมืองโสโดมและเมือง

โกโมราห์มีภาพด้านลบทั้งหมด แต่ภาพของโลทและครอบครัวของเขานั้นแตกต่างกันนิดหน่อย โลทนั้นช้าที่จะเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า เขาขอที่ลี้ภัยใกล้ชิดกับเมืองโสอาร์ ซึ่งภรรยาและลูกสาวติดกับเมืองโสโดมมากกว่าโลทเอง โลทรอดชีวิตมาได้เพราะ

อับราฮัม “พระเจ้าทรงระลึกถึงอับราฮัม” และนำโลทออกจากอันตราย จำโนอาห์ได้ไหม ครอบครัวหนึ่งซึ่งถือว่าชอบธรรมได้รับการช่วยเหลือจากทั้งสองเรื่องนี้ แทนที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ต้องถูกทำลาย ตอนนี้มีเพียงการทำลายเมืองที่ชั่วร้ายที่สุด ดังนั้นผลกระทบของอับราฮัมในตอนนี้จึงน้อยกว่าของโนอาห์ โลทผู้ไม่มั่นคงตกอยู่ในบาปพร้อมกับลูกสาวของเขาอันเป็นผลมาจากการเมา (เหมือนโนอาห์) ความขุ่นเคืองสุดท้ายนี้ใช้เพื่ออธิบายถึงต้นกำเนิดของศัตรูในภายหลังของชาวอิสราเอลคือชาว

โมอับและอัมโมน (อาร์โนลด์ 105)

บทเรียนจากตอนนี้

การเล่าเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความเมตตาของพระเจ้าในการช่วยชีวิตโลทผู้ไม่คู่ควรและความโกรธของพระองค์ที่มีต่อบาปในการทำลายเมืองต่างๆ นอกจากนี้เรายังเห็นถึงความจำเป็นในการมองลึกลงไปในความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนอื่นๆ รอบตัวเรา เพื่อยืนยันว่าอิทธิพลของพวกเขานั้นไม่ได้นำเราให้ห่างจากพระเจ้ามากกว่าไปหาพระองค์

ความเป็นไปได้ที่คนไร้เดียงสาจะมีความสามารถในการช่วยเหลือผู้อื่นและมีอำนาจที่จัดการกับความผิดและบาปมาจากการอธิษฐานวิงวอนอย่างมากของเรา โลทนั้นไม่ได้รับการช่วยให้รอดเพราะความชอบธรรมของเขาเอง แต่เพราะอับราฮัมได้อ้อนวอนต่อพระเจ้า ความชอบธรรมใหม่ที่มีอำนาจในการช่วยให้ปลอดภัยอธิบายไว้ใน อสย.53:5, 10 การยินยอมที่จะรับความผิดไว้ที่ร่างกายของตัวเองและยอมสละพลังอำนาจและความปรารถนา ในที่สุดสิ่งนี้ดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบในชีวิตของพระเยซูเพื่อความรอดของมวลมนุษยชาติ (Brueggemann 172-4)

สิ่งที่เราเห็นเหนือสิ่งอื่นใดคือพระเจ้าไม่ได้แจกจ่ายบำเหน็จและการลงโทษโดยไม่แยแส พระองค์คือพระเจ้าที่แสวงหาทางออกจากความตายเพื่อเราทุกคน ประการที่สองคือคุณธรรมและการเชื่อฟังของบุคคลผู้ซื่อสัตย์นั้นมีคุณค่าต่อพระเจ้าและมีศักยภาพในการทรงไถ่ พระเจ้าทรงฟังเราในเสียงเรียกร้องของเราเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงฟังอับราฮัม (Brueggemann 175)

√ ซาราห์ และ อาบีเมเลค 20:1-18
ผู้เผยพระวจนะที่เข้มแข็งและชอบธรรมขอร้องอย่างกล้าหาญเพื่อความรอดของเมืองโสโดม ตอนนี้พบว่าความไว้วางใจของเขาลดน้อยลงในการเชื่อว่าพระเจ้าจะให้ความปลอดภัยเป็นครั้งที่สอง เข้าใจได้ว่าเป็นครั้งแรกนั้นเขามีประสบการณ์น้อยมากกับพระเจ้า ในตอนนี้ดูเหมือนว่าน่าแปลกใจที่อับราฮัมยังมีความกลัวในสถานการณ์ซ้ำๆ แบบเดิม เขาล้มลงมาอีกครั้งเมื่อต้องเผชิญกับความจำเป็นในการเอาตัวรอด ข้อแก้ตัวของอับราฮัมสำหรับตัวเขาเองนั้นอ่อนและไม่น่าเชื่อถือ ในขณะที่เขาอ้างว่าเขาทำไปเพราะอาบีเมเลคไม่ได้เชื่อพระเจ้า สิ่งนี้เห็นได้ชัดว่าอับราฮัมกลัวหลายสิ่งมากกว่าเกรงกลัวพระเจ้า (Brueggemann 178) ฟังดูเหมือนเอลียาห์หลังจากเรียกไฟลงมาจากสวรรค์ใช่ไหม เหตุการณ์นี้ช่วยเราให้เห็นว่าอับราฮัมไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์อย่างที่เราเชื่อและชาวคานาอันทุกคนก็ไม่ได้ชั่วร้ายทั้งหมดเหมือนคนในเมืองโสโดม

ผู้เขียนไม่เพียงแต่พยายามแสดงภาพตัวละครของบทก่อนหน้าให้แม่นยำยิ่งขึ้นเท่านั้น เขามักจะติดตามการทำงานของพระสัญญาที่มีต่ออับราฮัม แม้ว่าตอนนี้จะทำให้พระสัญญาของพระเจ้าตกอยู่ในอันตรายอีกครั้ง แต่เราก็เห็นการปกป้องของ

พระเจ้าต่อซาราห์ ด้วยเหตุนี้จึงมีการกำหนดให้ลูกหลานของกษัตริย์และผู้ติดตามของเขามีความเจ็บป่วย เพื่อจะได้ไม่มีคำถามที่ว่าอิสอัคเป็นลูกของอับราฮัม เราเห็นว่าชาติใดที่อวยพรอับราฮัมและตระหนักถึงการทรงสถิตของพระเจ้าจะได้รับการอวยพรจากอับราฮัมเช่นกัน เห็นได้จากการอธิษฐานวิงวอนของอับราฮัมเพื่อพวกเขาทำให้พระเจ้ารักษาอาบีเมเลค ภรรยาของเขา และทาสกับภรรยา แม้อับราฮัมไม่สมควรแต่เขายังคงเป็นหนทางที่พระเจ้าประทานชีวิตและเป็นพรแก่บรรดาประชาชาติ ความโดดเด่นของอับราฮัมที่นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความชอบธรรมของอับราฮัม แต่เป็นตามพระ-สัญญาของพระเจ้า บางครั้งเขาก็ไม่คู่ควร แต่เขาเป็นวิถีชีวิตที่พระเจ้าทรงเลือกให้กับบรรดาประชาชาติ

Exercise Files
No Attachment Found
No Attachment Found
0% Complete